ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis)
ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis) ในสภาวะปกติเลือดที่จะไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดในสภาพของเหลวได้เนื่องจากมีขบวนการที่เรียกว่า ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis) ขบวนการดังกล่าวประกอบด้วย 4 ส่วนประกอบหลัก คือ หลอดเลือด เกล็ดเลือด การสร้างลิ่มเลือด และการสลายลิ่มเลือด
ขบวนการห้ามเลือดเป็นขบวนการทางชีวเคมีที่สำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมให้เลือดคงสภาพเป็นของเหลวไหลเวียนเป็นปกติอยู่ภายในหลอดเลือด และเปลี่ยนสภาพเป็นลิ่มเลือด เพื่อให้เลือดหยุด เมื่อมีการทำลายของหลอดเลือด ทั้งนี้จะต้องอาศัยความสมดุลระหว่างสองขบวนการสำคัญ ได้แก่ ขบวนการแข็งเป็นลิ่มของเลือด และขบวนการสลายลิ่มเลือด ซึ่งขบวนการเหล่านี้ต้องทำงานร่วมกันเป็นระบบจึงจะมีประสิทธิภาพ และต้องอยู่ในภาวะสมดุล ถ้าเกิดการเสียสมดุลจะทำให้เกิดความผิดปกติ เช่น ถ้าเกิดการเสียสมดุลของการทำงานของระบบห้ามเลือด ก็จะทำให้มีภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติ หรือมีภาวะการแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือด หรือเกิดภาวะเลือดแข็งตัวเป็นลิ่มได้ง่ายผิดปกติ
หน้าที่ของหลอดเลือดในการห้ามเลือด
- เมื่อหลอดเลือดได้รับอันตราย เกิดการฉีกขาด และเกิดรอยรั่ว หลอดเลือดจะหดตัว เป็นการจำกัดจำนวนเลือดไม่ให้สูญเสียออกไป
- ขบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และทันทีที่หลอดเลือดได้รับอันตราย และถูกควบคุมโดยระบบประสาท และฮอร์โมน โดยเฉพาะจาก adrenaline, ADP, kinins, และ thromboxane ซึ่งเป็นสารที่สร้างมาจากเกล็ดเลือด
- เซลล์เยื่อบุผนังหลอดเลือด จะสร้างสารที่จำเป็นสำหรับการสร้างลิ่มเลือดขึ้น และเมื่อเกิดอันตรายขึ้นกับชั้นเยื่อบุภายในหลอดเลือด จะทำให้ชั้นใต้เยื่อบุภายในหลอดเลือด สัมผัสกับเลือด และส่วนประกอบของเลือด ทำให้เกล็ดเลือดที่อยู่ในกระแสเลือดถูกกระตุ้น และมาเกาะกลุ่มกันอยู่ตรงบริเวณนั้น
- นอกจากนั้นจะเกิดการกระตุ้นปัจจัยแข็งตัวของเลือดชนิดอินทรินซิคให้ทำงาน และที่สำคัญคือ เซลล์ในชั้นเยื่อหุ้มภายนอกหลอดเลือด จะมีการสร้าง tissue factor ซึ่งถือเป็นตัวกระตุ้นสำคัญของขบวนการแข็งตัวเป็นลิ่มของเลือด
- หลอดเลือด นอกจากจะทำหน้าที่เป็นช่องทางของการไหลเวียนของเลือดไปทั่วร่างกายแล้ว เซลล์บุผิว และผนังของมันยังทำหน้าที่ในการสังเคราะห์สารสำคัญต่างที่มีผลอย่างมากต่อการขบวนการห้ามเลือดเช่น PGI2, vWF, t-PA

หน้าที่ของเกล็ดเลือดในการห้ามเลือด
- เกล็ดเลือดช่วยเสริมความแข็งแรงของหลอดเลือด ทำให้เม็ดเลือดไม่สามารถลอดแทรกผนังหลอดเลือดออกมาภายนอกหลอดเลือดได้
- เมื่อหลอดเลือดได้รับอันตราย เกล็ดเลือดจะรวมตัวกันสร้าง platelet plug มาอุดตรงบริเวณหลอดเลือดที่มีการฉีกขาด ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในสองอันแรกของร่างกายที่จะทำให้เลือดหยุดไหล
- ทั้งเกล็ดเลือด และหลอดเลือดยังมีความสำคัญสำหรับเมตะบอลิสมของ arachidonic acid ทำให้ได้ผลผลิตเป็น thromboxane A2 (TXA2) และ prostacyclin (PGI2) ที่มีหน้าที่ตรงข้ามกัน คือ TXA2 เป็นตัวกระตุ้นให้เกล็ดเลือดมาเกาะกลุ่มกัน ในขณะที่ PGI2 ทำหน้าที่ยับยั้งการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด
- เกล็ดเลือดช่วยเพิ่มความแข็งแรงแก่หลอดเลือด และมีส่วนช่วยอย่างมากต่อขบวนการแข็งตัวของเลือด โดยทำหน้าที่ป้อนสารฟอสโฟไลปิด เพื่อทำให้ขบวนการแข็งตัวของเลือดเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ได้
- เกล็ดเลือดที่อยู่ในระบบไหลเวียนเลือดของร่างกาย มีรูปร่างกลม ขนาด 1.5-3 นาโนเมตร เป็นเซลล์ที่ไม่มีนิวเคลียส สร้างมาจากซัยโตพลาสซึมของ megakaryocyte ในไขกระดูก วันละประมาณ 35 x10^9 ตัว และจะมีอายุประมาณ 9-10 วันในระบบไหลเวียนเลือด
- ในคนปกติจะมีประมาณ 150-400 x 10^9 ตัว/เลือด 1 ลิตร
- ประมาณหนึ่งในสามของเกล็ดเลือดจะอยู่ในม้าม ในภาวะปกติเกล็ดเลือดจะลอยอยู่ในกระแสเลือด ไม่เกาะกันเอง หรือกับเซลล์เม็ดเลือดอื่นๆ และไม่เกาะติดกับผนังของหลอดเลือด

ระบบการแข็งเป็นลิ่มของเลือดชนิดปฐมภูมิ
ระบบการแข็งเป็นลิ่มของเลือดชนิดปฐมภูมิเป็นกลไกห้ามเลือดที่จะเกิดขึ้นเป็นอันดับแรก เมื่อหลอดเลือดได้รับอันตราย เป็นกลไกที่เกี่ยวกับระบบหลอดเลือด และเกล็ดเลือด โดยที่หลอดเลือดที่ได้รับอันตรายจะมีการหดตัว ทำให้เลือดผ่านหลอดเลือดมาที่บริเวณนั้นได้น้อยลง เป็นการป้องกันการเสียเลือด การหดตัวของหลอดเลือดนี้ถูกควบคุมโดยระบบประสาท และระบบฮอร์โมน รวมทั้งสารเคมีที่สร้างจากเกล็ดเลือดด้วย เช่น ซีโรโทนิน, TXA2 นอกจากหลอดเลือดจะหดตัวแล้วเกล็ดเลือดที่อยู่ในกระแสเลือดจะรวมตัวกันเกิดเป็น platelet plug อุดที่รอยรั่วนั้น
ระบบการแข็งเป็นลิ่มของเลือดชนิดทุติยภูมิ
การเกิดลิ่มเลือดชนิดปฐมภูมิทำให้เกิด platelet plug มาอุดตรงบริเวณหลอดเลือดที่ได้รับอันตราย และเป็นขบวนการที่สำคัญในการห้ามเลือดในหลอดเลือดเล็กๆ แต่ platelet plug ที่เกิดขึ้นนั้น ยังไม่แข็งแรง สามารถที่จะหลุดออกไปจากบริเวณหลอดเลือดนั้น และทำให้เกิดเลือดออกได้อีก ดังนั้น จึงต้องมีระบบการแข็งเป็นลิ่มของเลือดชนิดทุติยภูมิเกิดขึ้น โดยการเปลี่ยนไฟบริโนเจน ให้เป็นไฟบริน รัดรอบ platelet plug นั้น เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง ทำให้สามารถห้ามเลือดได้ดีขึ้น ปฏิกิริยาการเกิดไฟบรินจะใช้เวลานานหลายนาทีกว่าจะสมบูรณ์ และเป็นขบวนการที่สำคัญในการห้ามเลือดโดยเฉพาะในหลอดเลือดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมทั้งสามารถป้องกันไม่ให้มีเลือดออกจากแผลเดิมได้อีกหลังจากได้รับอันตรายมาเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน

ปัจจัยในการแข็งเป็นลิ่มของเลือด
ปัจจัยในการแข็งเป็นลิ่มของเลือดแบ่งออกได้เป็นชนิดใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ
- กลุ่มที่เป็น zymogen ในภาวะปกติจะอยู่ในพลาสมาในรูป inactive protein เมื่อได้รับการกระตุ้นจะเปลี่ยนเป็น active form และทำหน้าที่เป็นเอนไซม์ ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ F II, IX, X, XI, XII, XIII และ prekallikrein โดยที่เอนไซม์ทุกตัวยกเว้น FXIII เป็น serine protease แต่ FXIII ออกฤทธิ์เป็น transglutaminase
- กลุ่มที่เป็น accelerator ปัจจัยเหล่านี้จะไม่เปลี่ยนเป็น active form ในระหว่างที่มีการแข็งเป็นลิ่มของเลือด แต่จะทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาโดยเป็น cofactor ของเอนไซม์ที่ทำงานอยู่ ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ FV, VIII, high molecular weight kininogen (HMWK) และ Ca++
นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยในขบวนการนี้อีกคือ FI (fibrinogen) และ FVII ที่ไม่เป็นทั้ง zymogen หรือ accelerator

บทบาทของวิตะมิน K ในขบวนการแข็งเป็นลิ่มของเลือด
- ในการดัดแปลงอณูของ prothrombin, FVII, IX, X, protein C, และ protein S ให้มี carboxyglutamyl residue ทางด้าน N terminal นั้น เกิดขึ้นในขณะที่มีการสังเคราะห์โปรตีนเหล่านี้ โดยเอนไซม์ carboxylase ที่อยู่ที่ rough endoplasmic reticulum (RER)
- เอนไซม์ carboxylase จะทำงานโดยมีวิตะมิน K (phytonadione) เป็น cofactor ในระหว่างการเกิดปฏิกิริยา carboxylation นั้น dihydroquinone หรือ reduced form ของวิตะมิน K (K(H2)) จะถูก oxidize ได้เป็น epoxide form ของวิตะมิน K(K(O)) โดยใช้อ็อกซิเจน วิตะมิน K ในรูปของ epoxide จะถูกเปลี่ยนกลับไปเป็น dihydroquinone โดยอาศัยเอนไซม์ซึ่งต้องการใช้ dithiol เป็น cofactor
- analogue ของวิตะมิน K จะยับยั้งเอนไซม์ที่ต้องใช้ dithiol ในการเปลี่ยนวิตะมิน K ในรูป epoxide ให้กลับไปเป็น dihydroquinone ทำให้ปฏิกิริยา carboxylation ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้
- analogue ที่สำคัญของวิตะมิน K คือ dicumarol และ warfarin ซึ่งจะรบกวนการทำงานของวิตะมิน K ทำให้โปรตีนดังกล่าวข้างต้นไม่เกิดขบวนการ posttranslation modification ทำให้ Ca++ ไม่สามารถมาจับกับโปรตีนเหล่านี้ ทำให้ขบวนการแข็งเป็นลิ่มของเลือดเกิดความผิดปกติขึ้น

กลไกการสลายลิ่มเลือด
- เมื่อมีการสร้าง fibrin clot ขึ้นในตำแหน่งที่หลอดเลือดได้รับอันตราย plasminogen ที่อยู่ในกระแสเลือด จะเข้ามารวมตัวกับ fibrin clot นั้นเกิดเป็น complex ขึ้น เนื่องจากพลาสมิโนเจนและ fibrin clot มี affinity ต่อกันสูงมาก t-PA ก็สามารถที่จะจับกับ fibrin clot ได้ด้วย และจะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนพลาสมิโนเจนเป็น plasmin
- ในขณะที่มีการสร้างลิ่มเลือดเพื่ออุดรอยรั่วที่เกิดเนื่องจากมีอันตรายต่อหลอดเลือดนั้น ร่างกายก็มีการซ่อมแซมหลอดเลือดที่ได้รับอันตรายให้กลับมาเป็นปกติ เมื่อหลอดเลือดกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วนั้นลิ่มเลือดที่ถูกสร้างขึ้น จะถูกละลายหรือสลายไป
- ขบวนการนี้จะถูกกระตุ้นโดยหลายกลไกที่เกี่ยวเนื่องกับขบวนการแข็งเป็นลิ่มของเลือดโดย tissue plasminogen activator (t-PA) จะถูกหลั่งออกมาจากผนังหลอดเลือดมาจับกับ fibrin ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น พร้อมด้วย fibrinolytic zymogen คือพลาสมิโนเจน ดังนั้น fibrin clot ที่ถูกสร้างขึ้นมา ก็จะประกอบไปด้วยกลไกที่จะใช้ละลายตัวมันเองอยู่แล้ว นอกจากนั้น พลาสมิโนเจนยังอาจถูกกระตุ้นโดย kallikrine และ FXIa การกระตุ้นพลาสมิโนเจนนั้นอาจทำได้ทาง intrinsic pathway contact activation หรือทาง extrinsic pathway ที่เกี่ยวข้องกับสารที่หลั่งออกมาจากผนังหลอดเลือด
- plasminogen activator (PA) ที่พบในกระแสเลือด จะหลั่งมาจากผนังหลอดเลือด PA ชนิดนี้เรียกว่า tissue-type plasminogen activator ( t-PA) ส่วนที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งจะพบได้ในปัสสาวะ เรียกว่า urokinase-type plasminogen activator (u-PA)
- เมื่อพลาสมิโนเจนถูกเปลี่ยนให้เป็น plasmin ซึ่งจะทำหน้าที่ตัด fibrin การตัด fibrin เริ่มต้นที่การตัดเปปไทด์บอนด์ทางด้าน C terminal ได้เป็น fragment ต่างๆ คือ fragment X,Y,D,E รวมเรียกว่า fibrin degradation product (FDP) ซึ่งจะพบได้ในพลาสมาหรือปัสสาวะ และสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ของขบวนการสลายลิ่มเลือดได้
- ในขณะที่ขบวนการละลายลิ่มเลือดทำหน้าที่รักษาสมดุลของการแข็งตัวของเลือดเพื่อไม่ให้มีการแข็งตัวของเลือดมากเกินไป โดยทำการละลายลิ่มเลือดที่มีมากเกินนั้นออกไป
ขอขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ, www.caremine.com | Term of use
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
Tags: Blood, Hemostasis
Popularity: 4%http://www.caremine.com/?p=1250

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันนะ!