รับมือกับ วัณโรค คืนชีพ

รับมือกับ “วัณโรค” คืนชีพ
มีไข้ เบื่ออาหาร ไอเรื้อรังหรือไอมาก จนมีเลือดปนออกมามีเหงื่อออกตอนกลางคืน นี่คืออาการของผู้เป็นวัณโรค ซึ่งจะต้องกินยาอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันวัณโรคดื้อยา
สตรีหมายเลขหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส คาร์ลาบรูนี่-ซาร์โกซี (Carla Bruni-Sarkozy) เป็นทูตพิเศษในการต่อต้านเอดส์และวัณโรค ซึ่งยังไม่มียาปราบสองโรคนี้ให้อยู่หมัดได้ และในส่วนของประเทศไทยนั้นองค์การอนามัยโลกได้จัดให้อยู่ในลำดับที่ 18 ในกลุ่ม 22 ประเทศทั่วโลก ที่ยังไม่สามารถควบคุมโรคได้ ดังนั้น พญ.พรรณราย เลอวัฒนกิจถาวธ แพทย์เวชศาสตร์ ครอบครัว โรงพยาบาลปิยะเวท จึงได้ให้ความกระจ่างดังนี้ครับ
Q ในประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยวัณโรคมากน้อยแค่ไหน
A ปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นวัณโรคที่ขึ้นทะเบียนรักษาไว้ประมาณห้าหมื่นแปดพันคน แต่คาดว่าน่าจะมีผู้ป่วยมากกว่าเก้าหมื่นคน และกว่าครึ่งเป็นวัณโรคชนิดแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ โดยติดต่อผ่านทางลมหายใจในอัตรา 1 ต่อ 10 คน
Q วัณโรคเกิดจากสาเหตุอะไร
A เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มของ Mycobacterium spp. ชนิดที่พบบ่อยคือ Mycobacterium Tuberculosis ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้เกือบทุกอวัยวะของร่างกาย ทั้งนี้ วัณโรคเป็นโรคที่พบมานานกว่า 50 ปี แต่ก่อนเชื่อว่าโรคนี้สามารถขจัดได้หมด แต่ในระยะหลังนี้มักพบวัณโรคระบาดในทุกๆ ประเทศ ซึ่งสืบเนื่องมาจากการติดเชื้อเอดส์จึงทำให้วัณโรคกลับมามากขึ้น จากสถิติขององค์การอนามัยโรคพบว่า มีจำนวนผู้ป่วยวัณโรคทั่วโลกประมาณเก้าล้านคนต่อปี และในจำนวนนี้มีประมาณสี่แสนเก้าหมื่นคนที่เป็นในกลุ่มวัณโรคที่ดื้อยาหลายขนานและสถานการณ์ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2527 พบว่ามีกลุ่มคนที่เป็นวัณโรคประมาณเก้าหมื่นคนต่อปีที่เป็นรายใหม่ ในจำนวนนี้มีประมาณ 20% ที่ติดเชื้อเอชไอวีและประมาณ 5% ของกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ดื้อยาอย่างรุนแรง
Q วัณโรคติดต่อกันทางใดได้บ้าง
A เชื้อแบคทีเรียตัวก่อวัณโรคมักถูกทำลายในแสงแดดแต่ถ้าเชื้อนี้ไปอยู่ในที่ที่ไม่มีแสงแดด มันก็จะมีฤทธิ์มากกว่าหนึ่งสัปดาห์ ส่วนเสมหะแห้งๆ ถ้าไม่โดนแดดก็อยู่ได้นานถึง 6 เดือน ส่วนใหญ่จะเกิดจากการที่คนไข้ที่มีเชื้อวัณโรคไอหรือจาม ซึ่งมีทั้งละอองเล็กและละอองใหญ่ ถ้าเป็นละอองเล็กก็จะแขวนลอยอยู่ในอากาศ หากมีคนสูดดมเข้าไป เชื้อก็จะเข้าไปในปอด ส่วนละอองใหญ่มักจะตกตามพื้น โดยถ้าไม่โดนแสงแดดก็จะมีชีวิตอยู่กับภูมิคุ้มกันของคนที่สัมผัสเชื้อเข้าไป ถ้าเป็นผู้มีภูมิคุ้มกันแข็งแรงก็จะมีอาการน้อย เชื้อสามารถถูกกำจัดได้หมดด้วยความสามารถของเม็ดเลือดขาว แต่คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เด็กเล็กและคนชรา ผู้ป่วยเอชไอวี คนที่ทานยากดภูมิคุ้มกันในโรคมะเร็ง ก็มีโอกาสทำให้เชื้อก่อโรคมากขึ้น ในความเป็นจริงก็คือเชื้อสามารถเข้าไปได้ทุกที่แต่โดยส่วนใหญ่ประมาณ 80% จะแสดงอาการที่ปอด
Q อาการของผู้ติดเชื้อวัณโรคเป็นอย่างไร
A มีไข้ เบื่ออาหาร ไอเรื้อรัง บางคนจะไอมากจนมีเลือดปน มีเหงื่อออกตอนกลางคืน กินไม่ได้ อีก 20% ไม่ได้ติดเชื้อที่ปอดอย่างเดียว เชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือดและไปที่อวัยวะต่างๆ โดยแสดงอาการแต่ละที่ต่างกัน ถ้าเข้าไปที่บริเวณสมองหรือเยื่อหุ้มสมองก็จะทำให้เป็นไข้ปวดศีรษะ โดยบางคนเป็นมากก็จะซึม คลื่นไส้อาเจียน ถ้าเข้าไปในระบบทางเดินอาหาร ลำไส้ หรือท้อง จะทำให้มีไข้ ปวดท้องเรื้อรังโดยหาสาเหตุไม่ได้ ถ้าเข้าไปที่กระดูกก็จะมีไข้ ปวดตามข้อและกระดูก คือส่วนใหญ่จะมีไข้ต่ำๆ ทานอาหารไม่ได้ อาการไม่ได้เฉพาะเจาะจง
Q วิธีการรักษาวัณโรคเป็นอย่างไร
A การรักษาแบ่งออกเป็น 2 ระยะใหญ่ๆ ระยะแรกคือช่วงสองเดือนแรกของการรักษาจะให้ยามาตรฐานในการรักษาประมาณ 4-5 ตัว โดยยาหลักตัวแรกคือ lsoniazid (INH) ตัวที่สองคือ Rifampicin ตัวที่สามคือ Ethambutol และ Pyrazinamide และอีกตัวหนึ่งเป็นยาฉีด ระยะสองเดือนแรกของการรักษาจะทำให้เชื้อถูกทำลายหรือถูกยับยั้ง ถ้าคนไข้รักษาในช่วงสองเดือนแรกอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอก็จะมีโอกาสทำให้เชื้อดื้อยาน้อยลง ส่วนระยะที่สองของการรักษาต่อจากสองเดือน ดังกล่าวก็จะเป็นระยะที่ต่อเนื่อง คือช่วยให้ปริมาณเชื้อในร่างกายค่อยๆ อ่อนแอแล้วก็หมดไป ซึ่งก็มีสูตรการรักษาหลายสูตร แต่มาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปมักจะเป็นหกเดือน คือสองเดือนและสี่เดือน แต่ละสูตรก็จะมีความเหมาะสมกับคนไข้แต่ละคนแต่ละแบบ อย่างสูตรเก้าเดือนจะใช้ในกรณีที่เป็นคนท้องหรือคนที่มีปัญหาการทำงานของตับผิดปกติเล็กน้อย ส่วนสูตร 18 เดือนใช้สำหรับกลุ่มของไวรัสตับอักเสบที่รุนแรง
Q เราสามารถป้องกันวัณโรคได้อย่างไร
A จะต้องให้คนไข้ปิดปาก โดยเฉพาะในช่วงสองสัปดาห์แรกของการติดเชื้อ ต้องปิดปากไม่ให้ไอจามในทีสาธารณะ ควรมีแบบแผนบังคับโดยการฉีดวัคซีนในเด็กคือ BCG Vaccine ซึ่งเป็นวัคซีนที่มาจากเชื้อแบคทีเรีย แม้ว่าวัคซีนจะไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อ แต่จะช่วยลดความรุนแรงในกรณีที่ติดเชื้อวัณโรคแบบแพร่กระจายไปทั่วร่างกายรวมถึงเยื่อหุ้มสมอง ซึ่งจะผลต่อระบบประสาทในเด็กได้ ดังนั้น อีกข้อหนึ่งคือ ควรหลีกเลี่ยงการไปสัมผัสเชื้ออย่าเข้าไปอยู่ในที่ชุมชนแออัด เช่น ไปห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ เมื่อเจอคนไอจามแล้วไม่ระวัง เราก็ต้องระวังด้วยการปิดปากและจมูกเอง
Q การเอ็กซเรย์ปอดทุกปีมีความจำเป็นมั้ย
A มีความจำเป็น เพราะในปัจจุบันเรามีโอกาสรับเชื้อโรคจากข้างนอกโดยไม่รู้ตัว จึงสมควรเอ็กซเรย์ปอดปีละครั้งเป็นอย่างน้อย
Q คนที่ติดเชื้อวัณโรคอย่างอ่อนสามารถรักษาให้หายได้มั้ย
A ได้ครับ คือถ้าทานยาอย่างต่อเนื่องแล้วก็รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอก็จะมีโอกาสหายได้ แต่คนที่หายก็มีโอกาสกลับมาเป็นได้อีกถ้าไปรับเชื้อมาใหม่
Q แล้วคนที่เป็นวัณโรคมีโอกาสเสียชีวิตมั้ย
A เสียชีวิตได้ถ้าเป็นในอวัยวะที่สำคัญ เช่น ที่สมองเพราะถ้าเป็นขั้นรุนแรงก็จะรักษายากขึ้น เช่น กรณีเป็นวัณโรคดื้อยาก็อาจมีผลทำให้ใช้ยามาตรฐานตามสูตร ดังกล่าวไม่ได้ ก็ต้องใช้ยาสำรองหรือยาทดลองอื่นซึ่งอาจให้ผลการรักษาไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ และก็จะเสียค่าใช้จ่ายแพงขึ้นและใช้ระยะเวลาในการรักษานานขึ้น อาจเป็นปีหรือปีครึ่งถึงสองปี ก็จะทำให้มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย
Q ในกรณีที่เป็นวัณโรคดื้อยาล่ะ
A ปกติจะมีเกณฑ์ในการรักษา คือถ้าคนไข้รักษาแล้วประมาณสองเดือนก็จะมีการตรวจสอบเสมหะซ้ำ ถ้ายังพบเชื้อในเสมหะไปเพาะเชื้อเพื่อดูว่าเชื้อมีความไวต่อยาชนิดอื่นหรือไม่ ซึ่งสามารถเปลี่ยนยาที่เชื้อนั้นไวให้เป็นกลุ่มนั้นแทนและติดตามคนไข้ ตามอาการ และดูฟิล์มเอ็กซเรย์เป็นระยะ ปัจจัยที่ทำให้วัณโรคดื้อยาคือหนึ่ง เลือกยาที่ไม่เหมาะสมสองคือ คนไข้มารักษาไม่ต่อเนื่องแล้วก็กินยาไม่สม่ำเสมอ ในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขลดปัญหาดื้อยา ด้วยการให้คนไข้กินยาต่อหน้าเจ้าหน้าที่หรือต่อหน้าญาติคนไข้ คือยามีสองแบบ หนึ่ง คือยาที่ต้องกินทุกวัน ในกรณีที่เชื่อใจคนไข้ว่ากินยาง่าย สอง คือยาที่กินสองครั้งต่อสัปดาห์ วิธีนี้จะให้ได้ผลก็ต้องให้คนไข้กินยาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นการบังคับไปในตัว ส่วนวัณโรคดื้อยาก็คือ วัณโรคที่ดื้อยา lsoniazid และ Rifampicin สองตัวนี้เป็นหลักจึงจะเรียกว่าวัณโรคดื้อยา หรือในกรณีที่วัณโรคดื้อยารุนแรงก็คือ การดื้อยาสองตัวดังกล่าวและรวมทั้งดื้อยาในกลุ่มอื่นๆ ด้วย
Q ถ้าคนที่เป็นวัณโรคแล้วไม่แสดงอาการจะแพร่เชื้อได้มั้ย
A ขึ้นอยู่กับว่าเชื้อถูกขจัดไปได้มากน้อยแค่ไหน เพราะตอนแรกๆ ที่เชื้อเข้าไปมันยังไม่สามารถแพร่กระจายได้คือหลังการรับเชื้อประมาณ 2 เดือนขึ้นไป เชื้อจะเพาะตัวซึ่งทำให้เกิดการแพร่กระจายได้ เมื่อเชื้อปะทุขึ้นมาแล้วร่างกายก็ไม่สามารถขจัดได้หมด
ข้อแนะนำจาก พญ.พรรณราย เลอวัฒนกิจถาวร
ถ้าคนใกล้ตัวเราเป็นวัณโรค ไม่ว่าจะเป็นญาติ คนรู้จัก หรือผู้ร่วมงานที่ติดเชื้อ แล้วสงสัยว่าจะเป็นวัณโรคก็ควรแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัย แต่ถ้าเป็นจริงก็ต้องแยกตัวผู้ป่วยออกไปสองสัปดาห์แรกในการรักษา เพราะเป็นช่วงที่เชื้อแพร่กระจายมากที่สุด และอาจต้องแยกเครื่องใช้ต่างๆ ของคนไข้ นอกจากนี้ก็อาจจะต้องระมัดระวัง คือ หลีกเลี่ยงที่จะทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงในเรื่องของการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น เช่น ระวังเรื่องการติดเชื้อเอดส์ หากมีเพศสัมพันธ์ก็ต้องป้องกัน?หรือไม่ควรเสพยาเสพติดโดยการฉีดยาเข้าเส้น เป็นต้น หลีกเลี่ยงการไปอยู่ในที่ชุมชนแออัด ที่สำคัญคือต้องรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ภูมิคุ้มกันไม่ต่ำจนเกินไป
ขอขอบคุณข้อมูลจาก Lisa, www.caremine.com
เรื่องที่น่าสนใจ
Tags: Ethambutol, lsoniazid (INH), Mycobacterium spp, Mycobacterium Tuberculosis, Pyrazinamide, Rifampicin, วัณโรค
Popularity: 1%http://www.caremine.com/?p=549

ร่วมแสดงความคิดเห็นกันนะ!