<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Caremine.com &#124; เว็บไซต์การดูแลสุขภาพ สุขภาพ ความสวย ความสวยความงาม การลดความอ้วน หุ่นดีด้วยการดูแลแบบธรรมชาติ</title>
	<atom:link href="http://www.caremine.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.caremine.com</link>
	<description>Health ความสวย การลดความอ้วน หุ่นดีด้วยการดูแลแบบธรรมชาติ บทความการดูแลสุขภาพโดยวิธีธรรมชาติ ประโยชน์ของการรับประทานอาหาร รู้ถึงการป้องกันตนเอง และการ  ดูแลตนเองจากโรคมะเร็ง เบาหวาน และอื่น ๆ</description>
	<lastBuildDate>Tue, 15 Dec 2009 06:09:14 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
		
<!-- Start Of Script Generated By WP-PostViews Plus -->
<script type='text/javascript' src='http://www.caremine.com/wp-includes/js/jquery/jquery.js?ver=1.3.2'></script>
<script type="text/javascript">
/* <![CDATA[ */
/* ]]> */
</script>
<!-- End Of Script Generated By WP-PostViews Plus -->
	<item>
		<title>ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis)</title>
		<link>http://www.caremine.com/%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94-hemostasis</link>
		<comments>http://www.caremine.com/%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94-hemostasis#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Dec 2009 06:09:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Pop_Phoenix</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[Blood]]></category>
		<category><![CDATA[Hemostasis]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.caremine.com/?p=1250</guid>
		<description><![CDATA[ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis) ในสภาวะปกติเลือดที่จะไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดในสภาพของเหลวได้เนื่องจากมีขบวนการที่เรียกว่า ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis) ขบวนการดังกล่าวประกอบด้วย 4 ส่วนประกอบหลัก คือ หลอดเลือด เกล็ดเลือด การสร้างลิ่มเลือด และการสลายลิ่มเลือด

ขบวนการห้ามเลือดเป็นขบวนการทางชีวเคมีที่สำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมให้เลือดคงสภาพเป็นของเหลวไหลเวียนเป็นปกติอยู่ภายในหลอดเลือด และเปลี่ยนสภาพเป็นลิ่มเลือด เพื่อให้เลือดหยุด เมื่อมีการทำลายของหลอดเลือด ทั้งนี้จะต้องอาศัยความสมดุลระหว่างสองขบวนการสำคัญ ได้แก่ ขบวนการแข็งเป็นลิ่มของเลือด และขบวนการสลายลิ่มเลือด ซึ่งขบวนการเหล่านี้ต้องทำงานร่วมกันเป็นระบบจึงจะมีประสิทธิภาพ และต้องอยู่ในภาวะสมดุล ถ้าเกิดการเสียสมดุลจะทำให้เกิดความผิดปกติ เช่น ถ้าเกิดการเสียสมดุลของการทำงานของระบบห้ามเลือด ก็จะทำให้มีภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติ หรือมีภาวะการแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือด หรือเกิดภาวะเลือดแข็งตัวเป็นลิ่มได้ง่ายผิดปกติ
หน้าที่ของหลอดเลือดในการห้ามเลือด

เมื่อหลอดเลือดได้รับอันตราย เกิดการฉีกขาด และเกิดรอยรั่ว หลอดเลือดจะหดตัว เป็นการจำกัดจำนวนเลือดไม่ให้สูญเสียออกไป
ขบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และทันทีที่หลอดเลือดได้รับอันตราย และถูกควบคุมโดยระบบประสาท ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis)</span></strong><span style="color: #333333;"> ในสภาวะปกติเลือดที่จะไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดในสภาพของเหลวได้เนื่องจากมีขบวนการที่เรียกว่า ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis) ขบวนการดังกล่าวประกอบด้วย 4 ส่วนประกอบหลัก คือ หลอดเลือด เกล็ดเลือด การสร้างลิ่มเลือด และการสลายลิ่มเลือด<span id="more-1250"></span><br />
</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #333333;">ขบวนการห้ามเลือดเป็นขบวนการทางชีวเคมีที่สำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมให้เลือดคงสภาพเป็นของเหลวไหลเวียนเป็นปกติอยู่ภายในหลอดเลือด และเปลี่ยนสภาพเป็นลิ่มเลือด เพื่อให้เลือดหยุด เมื่อมีการทำลายของหลอดเลือด ทั้งนี้จะต้องอาศัยความสมดุลระหว่างสองขบวนการสำคัญ ได้แก่ ขบวนการแข็งเป็นลิ่มของเลือด และขบวนการสลายลิ่มเลือด ซึ่งขบวนการเหล่านี้ต้องทำงานร่วมกันเป็นระบบจึงจะมีประสิทธิภาพ และต้องอยู่ในภาวะสมดุล ถ้าเกิดการเสียสมดุลจะทำให้เกิดความผิดปกติ เช่น ถ้าเกิดการเสียสมดุลของการทำงานของระบบห้ามเลือด ก็จะทำให้มีภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติ หรือมีภาวะการแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือด หรือเกิดภาวะเลือดแข็งตัวเป็นลิ่มได้ง่ายผิดปกติ</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">หน้าที่ของหลอดเลือดในการห้ามเลือด</span></strong></p>
<ol>
<li><span style="color: #333333;">เมื่อหลอดเลือดได้รับอันตราย เกิดการฉีกขาด และเกิดรอยรั่ว หลอดเลือดจะหดตัว </span><span style="color: #008000;">เป็นการจำกัดจำนวนเลือดไม่ให้สูญเสียออกไป</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ขบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และทันทีที่หลอดเลือดได้รับอันตราย และถูกควบคุมโดยระบบประสาท และฮอร์โมน โดยเฉพาะจาก adrenaline, ADP, kinins, และ thromboxane ซึ่งเป็นสารที่สร้างมาจากเกล็ดเลือด</span></li>
<li><span style="color: #333333;">เซลล์เยื่อบุผนังหลอดเลือด จะสร้างสารที่จำเป็นสำหรับการสร้างลิ่มเลือดขึ้น และเมื่อเกิดอันตรายขึ้นกับชั้นเยื่อบุภายในหลอดเลือด จะทำให้ชั้นใต้เยื่อบุภายในหลอดเลือด สัมผัสกับเลือด และส่วนประกอบของเลือด ทำให้เกล็ดเลือดที่อยู่ในกระแสเลือดถูกกระตุ้น และมาเกาะกลุ่มกันอยู่ตรงบริเวณนั้น</span></li>
<li><span style="color: #333333;">นอกจากนั้นจะเกิดการกระตุ้นปัจจัยแข็งตัวของเลือดชนิดอินทรินซิคให้ทำงาน และที่สำคัญคือ เซลล์ในชั้นเยื่อหุ้มภายนอกหลอดเลือด จะมีการสร้าง tissue factor ซึ่งถือเป็นตัวกระตุ้นสำคัญของขบวนการแข็งตัวเป็นลิ่มของเลือด</span></li>
<li><span style="color: #333333;">หลอดเลือด นอกจากจะทำหน้าที่เป็นช่องทางของการไหลเวียนของเลือดไปทั่วร่างกายแล้ว เซลล์บุผิว และผนังของมันยังทำหน้าที่ในการสังเคราะห์สารสำคัญต่างที่มีผลอย่างมากต่อการขบวนการห้ามเลือดเช่น PGI2, vWF, t-PA</span></li>
</ol>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-1251 aligncenter" title="Hemostasis01" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/12/Hemostasis01.jpg" alt="Hemostasis01 ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis)" width="400" height="370" /></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">หน้าที่ของเกล็ดเลือดในการห้ามเลือด</span></strong></p>
<ol>
<li><span style="color: #008000;">เกล็ดเลือดช่วยเสริมความแข็งแรงของหลอดเลือด</span><span style="color: #333333;"> ทำให้เม็ดเลือดไม่สามารถลอดแทรกผนังหลอดเลือดออกมาภายนอกหลอดเลือดได้</span></li>
<li><span style="color: #333333;">เมื่อหลอดเลือดได้รับอันตราย เกล็ดเลือดจะรวมตัวกันสร้าง platelet plug มาอุดตรงบริเวณหลอดเลือดที่มีการฉีกขาด ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในสองอันแรกของร่างกายที่จะทำให้เลือดหยุดไหล</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ทั้งเกล็ดเลือด และหลอดเลือดยังมีความสำคัญสำหรับเมตะบอลิสมของ arachidonic acid ทำให้ได้ผลผลิตเป็น thromboxane A2 (TXA2) และ prostacyclin (PGI2) ที่มีหน้าที่ตรงข้ามกัน คือ TXA2 เป็นตัวกระตุ้นให้เกล็ดเลือดมาเกาะกลุ่มกัน ในขณะที่ PGI2 ทำหน้าที่ยับยั้งการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด</span></li>
<li><span style="color: #008000;">เกล็ดเลือดช่วยเพิ่มความแข็งแรงแก่หลอดเลือด</span><span style="color: #333333;"> และมีส่วนช่วยอย่างมากต่อขบวนการแข็งตัวของเลือด โดยทำหน้าที่ป้อนสารฟอสโฟไลปิด เพื่อทำให้ขบวนการแข็งตัวของเลือดเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ได้</span></li>
<li><span style="color: #333333;">เกล็ดเลือดที่อยู่ในระบบไหลเวียนเลือดของร่างกาย มีรูปร่างกลม ขนาด 1.5-3 นาโนเมตร เป็นเซลล์ที่ไม่มีนิวเคลียส สร้างมาจากซัยโตพลาสซึมของ megakaryocyte ในไขกระดูก วันละประมาณ 35 x10^9 ตัว และจะมีอายุประมาณ 9-10 วันในระบบไหลเวียนเลือด</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ในคนปกติจะมีประมาณ 150-400 x 10^9 ตัว/เลือด 1 ลิตร</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ประมาณหนึ่งในสามของเกล็ดเลือดจะอยู่ในม้าม ในภาวะปกติเกล็ดเลือดจะลอยอยู่ในกระแสเลือด ไม่เกาะกันเอง หรือกับเซลล์เม็ดเลือดอื่นๆ และไม่เกาะติดกับผนังของหลอดเลือด</span></li>
</ol>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-1252 aligncenter" title="Hemostasis02" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/12/Hemostasis02.jpg" alt="Hemostasis02 ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis)" width="400" height="244" /></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">ระบบการแข็งเป็นลิ่มของเลือดชนิดปฐมภูมิ</span></strong></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #333333;">ระบบการแข็งเป็นลิ่มของเลือดชนิดปฐมภูมิเป็นกลไกห้ามเลือดที่จะเกิดขึ้นเป็นอันดับแรก เมื่อหลอดเลือดได้รับอันตราย เป็นกลไกที่เกี่ยวกับระบบหลอดเลือด และเกล็ดเลือด โดยที่หลอดเลือดที่ได้รับอันตรายจะมีการหดตัว ทำให้เลือดผ่านหลอดเลือดมาที่บริเวณนั้นได้น้อยลง เป็นการป้องกันการเสียเลือด การหดตัวของหลอดเลือดนี้ถูกควบคุมโดยระบบประสาท และระบบฮอร์โมน รวมทั้งสารเคมีที่สร้างจากเกล็ดเลือดด้วย เช่น </span><span style="color: #008000;">ซีโรโทนิน, TXA2 นอกจากหลอดเลือดจะหดตัวแล้วเกล็ดเลือดที่อยู่ในกระแสเลือดจะรวมตัวกันเกิดเป็น platelet plug อุดที่รอยรั่วนั้น</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">ระบบการแข็งเป็นลิ่มของเลือดชนิดทุติยภูมิ</span></strong></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #333333;">การเกิดลิ่มเลือดชนิดปฐมภูมิทำให้เกิด platelet plug มาอุดตรงบริเวณหลอดเลือดที่ได้รับอันตราย และเป็นขบวนการที่สำคัญในการห้ามเลือดในหลอดเลือดเล็กๆ แต่ platelet plug ที่เกิดขึ้นนั้น ยังไม่แข็งแรง</span><span style="color: #008000;"> </span><span style="color: #333333;">สามารถที่จะหลุดออกไปจากบริเวณหลอดเลือดนั้น และทำให้เกิดเลือดออกได้อีก ดังนั้น จึงต้องมี</span><span style="color: #008000;">ระบบการแข็งเป็นลิ่มของเลือดชนิดทุติยภูมิเกิดขึ้น โดยการเปลี่ยนไฟบริโนเจน ให้เป็นไฟบริน รัดรอบ platelet plug นั้น</span><span style="color: #333333;"> เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง ทำให้สามารถห้ามเลือดได้ดีขึ้น ปฏิกิริยาการเกิดไฟบรินจะใช้เวลานานหลายนาทีกว่าจะสมบูรณ์ และเป็นขบวนการที่สำคัญในการห้ามเลือดโดยเฉพาะในหลอดเลือดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมทั้งสามารถป้องกันไม่ให้มีเลือดออกจากแผลเดิมได้อีกหลังจากได้รับอันตรายมาเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px; text-align: center;"><span style="color: #333333;"><img class="size-medium wp-image-1253 aligncenter" title="Hemostasis03" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/12/Hemostasis03-391x700.jpg" alt="Hemostasis03 391x700 ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis)" width="391" height="700" /></span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">ปัจจัยในการแข็งเป็นลิ่มของเลือด</span></strong></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #333333;">ปัจจัยในการแข็งเป็นลิ่มของเลือดแบ่งออกได้เป็นชนิดใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ</span></p>
<ol>
<li><strong><span style="color: #006699;">กลุ่มที่เป็น zymogen</span></strong><span style="color: #333333;"> ในภาวะปกติจะอยู่ในพลาสมาในรูป inactive protein เมื่อได้รับการกระตุ้นจะเปลี่ยนเป็น active form และทำหน้าที่เป็นเอนไซม์ ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ F II, IX, X, XI, XII, XIII และ prekallikrein โดยที่เอนไซม์ทุกตัวยกเว้น FXIII เป็น serine protease แต่ FXIII ออกฤทธิ์เป็น transglutaminase</span></li>
<li><strong><span style="color: #006699;">กลุ่มที่เป็น accelerator</span></strong><span style="color: #333333;"> ปัจจัยเหล่านี้จะไม่เปลี่ยนเป็น active form ในระหว่างที่มีการแข็งเป็นลิ่มของเลือด แต่จะทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาโดยเป็น cofactor ของเอนไซม์ที่ทำงานอยู่ ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ FV, VIII, high molecular weight kininogen (HMWK) และ Ca++</span></li>
</ol>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #333333;">นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยในขบวนการนี้อีกคือ </span><span style="color: #008000;">FI (fibrinogen) และ FVII ที่ไม่เป็นทั้ง zymogen หรือ accelerator</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px; text-align: center;"><span style="color: #008000;"><img class="size-full wp-image-1254 aligncenter" title="Hemostasis04" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/12/Hemostasis04.jpg" alt="Hemostasis04 ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis)" width="400" height="622" /></span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">บทบาทของวิตะมิน K ในขบวนการแข็งเป็นลิ่มของเลือด</span></strong></p>
<ol>
<li><span style="color: #333333;">ในการดัดแปลงอณูของ prothrombin, FVII, IX, X, protein C, และ protein S ให้มี carboxyglutamyl residue ทางด้าน N terminal นั้น เกิดขึ้นในขณะที่มีการสังเคราะห์โปรตีนเหล่านี้ โดยเอนไซม์ carboxylase ที่อยู่ที่ rough endoplasmic reticulum (RER)</span></li>
<li><span style="color: #333333;">เอนไซม์ carboxylase จะทำงานโดยมีวิตะมิน K (phytonadione) เป็น cofactor ในระหว่างการเกิดปฏิกิริยา carboxylation นั้น dihydroquinone หรือ reduced form ของวิตะมิน K (K(H2)) จะถูก oxidize ได้เป็น epoxide form ของวิตะมิน K(K(O)) โดยใช้อ็อกซิเจน วิตะมิน K ในรูปของ epoxide จะถูกเปลี่ยนกลับไปเป็น dihydroquinone โดยอาศัยเอนไซม์ซึ่งต้องการใช้ dithiol เป็น cofactor</span></li>
<li><span style="color: #333333;">analogue ของวิตะมิน K จะยับยั้งเอนไซม์ที่ต้องใช้ dithiol ในการเปลี่ยนวิตะมิน K ในรูป epoxide ให้กลับไปเป็น dihydroquinone ทำให้ปฏิกิริยา carboxylation ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้</span></li>
<li><span style="color: #333333;">analogue ที่สำคัญของวิตะมิน K คือ dicumarol และ warfarin ซึ่งจะรบกวนการทำงานของวิตะมิน K ทำให้โปรตีนดังกล่าวข้างต้นไม่เกิดขบวนการ posttranslation modification ทำให้ Ca++ ไม่สามารถมาจับกับโปรตีนเหล่านี้ ทำให้ขบวนการแข็งเป็นลิ่มของเลือดเกิดความผิดปกติขึ้น</span></li>
</ol>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #333333;"><img class="size-full wp-image-1255 aligncenter" title="Hemostasis05" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/12/Hemostasis05.jpg" alt="Hemostasis05 ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis)" width="400" height="284" /></span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">กลไกการสลายลิ่มเลือด</span></strong></p>
<ol>
<li><span style="color: #333333;">เมื่อมีการสร้าง fibrin clot ขึ้นในตำแหน่งที่หลอดเลือดได้รับอันตราย plasminogen ที่อยู่ในกระแสเลือด จะเข้ามารวมตัวกับ fibrin clot นั้นเกิดเป็น complex ขึ้น เนื่องจากพลาสมิโนเจนและ fibrin clot มี affinity ต่อกันสูงมาก t-PA ก็สามารถที่จะจับกับ fibrin clot ได้ด้วย และจะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนพลาสมิโนเจนเป็น plasmin</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ในขณะที่มีการสร้างลิ่มเลือดเพื่ออุดรอยรั่วที่เกิดเนื่องจากมีอันตรายต่อหลอดเลือดนั้น ร่างกายก็มีการซ่อมแซมหลอดเลือดที่ได้รับอันตรายให้กลับมาเป็นปกติ เมื่อหลอดเลือดกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วนั้นลิ่มเลือดที่ถูกสร้างขึ้น จะถูกละลายหรือสลายไป</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ขบวนการนี้จะถูกกระตุ้นโดยหลายกลไกที่เกี่ยวเนื่องกับขบวนการแข็งเป็นลิ่มของเลือดโดย tissue plasminogen activator (t-PA) จะถูกหลั่งออกมาจากผนังหลอดเลือดมาจับกับ fibrin ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น พร้อมด้วย fibrinolytic zymogen คือพลาสมิโนเจน ดังนั้น fibrin clot ที่ถูกสร้างขึ้นมา ก็จะประกอบไปด้วยกลไกที่จะใช้ละลายตัวมันเองอยู่แล้ว นอกจากนั้น พลาสมิโนเจนยังอาจถูกกระตุ้นโดย kallikrine และ FXIa การกระตุ้นพลาสมิโนเจนนั้นอาจทำได้ทาง intrinsic pathway contact activation หรือทาง extrinsic pathway ที่เกี่ยวข้องกับสารที่หลั่งออกมาจากผนังหลอดเลือด</span></li>
<li><span style="color: #333333;">plasminogen activator (PA) ที่พบในกระแสเลือด จะหลั่งมาจากผนังหลอดเลือด PA ชนิดนี้เรียกว่า tissue-type plasminogen activator ( t-PA) ส่วนที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งจะพบได้ในปัสสาวะ เรียกว่า urokinase-type plasminogen activator (u-PA)</span></li>
<li><span style="color: #333333;">เมื่อพลาสมิโนเจนถูกเปลี่ยนให้เป็น plasmin ซึ่งจะทำหน้าที่ตัด fibrin การตัด fibrin เริ่มต้นที่การตัดเปปไทด์บอนด์ทางด้าน C terminal ได้เป็น fragment ต่างๆ คือ fragment X,Y,D,E รวมเรียกว่า fibrin degradation product (FDP) ซึ่งจะพบได้ในพลาสมาหรือปัสสาวะ และสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ของขบวนการสลายลิ่มเลือดได้</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ในขณะที่ขบวนการละลายลิ่มเลือดทำหน้าที่รักษาสมดุลของการแข็งตัวของเลือดเพื่อไม่ให้มีการแข็งตัวของเลือดมากเกินไป โดยทำการละลายลิ่มเลือดที่มีมากเกินนั้นออกไป</span></li>
</ol>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ, <a style="color: #ff00ff; text-decoration: underline; padding: 0px; margin: 0px;" href="http://%20www.caremine.com/" target="_self">www.caremine.com</a> | <a style="color: #ff00ff; text-decoration: underline; padding: 0px; margin: 0px;" href="http://www.caremine.com/aboutme/term-of-use" target="_blank">Term of use</a></p>
<p align="left"><a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://twitter.com/home/?status=%E0%B8%82%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94+%28Hemostasis%29+http://tinyurl.com/ydxel5s+%23caremine" title="Post to Twitter"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-twitter.png" alt="Post to Twitter" title="ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis)" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.caremine.com/%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94-hemostasis&amp;t=%E0%B8%82%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94+%28Hemostasis%29" title="Post to Facebook"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-facebook.png" alt="Post to Facebook" title="ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis)" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.myspace.com/Modules/PostTo/Pages/?l=3&amp;u=http://www.caremine.com/%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94-hemostasis&amp;t=%E0%B8%82%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94+%28Hemostasis%29&amp;c=%3Cp%3EPowered+by+%3Ca+href%3D%22http%3A%2F%2Frichardxthripp.thripp.com%2Ftweet-this%22%3ETweet+This%3C%2Fa%3E%3C%2Fp%3E" title="Post to MySpace"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-myspace.png" alt="Post to MySpace" title="ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis)" /></a></p><img src="http://www.caremine.com/?ak_action=api_record_view&id=1250&type=feed" alt=" ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis)"  title="ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis)" /><h3  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง</h3><ul class="related_post"><li><a href="http://www.caremine.com/blood-group-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95-3" title="กรุ๊ปเลือดพ่อแม่ และกรุ๊ปเลือดลูก">กรุ๊ปเลือดพ่อแม่ และกรุ๊ปเลือดลูก</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/blood-group-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95-2" title="กรุ๊ปเลือดบอกอะไร">กรุ๊ปเลือดบอกอะไร</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a2-thalassemia" title="ไขรหัสพันธุกรรมเลือด ทาลัสซีเมีย Thalassemia">ไขรหัสพันธุกรรมเลือด ทาลัสซีเมีย Thalassemia</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/blood-group-%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95" title="หมู่โลหิต">หมู่โลหิต</a> (0)</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.caremine.com/%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94-hemostasis/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คอนแทคเลนส์</title>
		<link>http://www.caremine.com/%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%8c-contact-lens</link>
		<comments>http://www.caremine.com/%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%8c-contact-lens#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Dec 2009 05:58:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Pop_Phoenix</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[Contact Len]]></category>
		<category><![CDATA[polymethymethacrylate]]></category>
		<category><![CDATA[ดวงตา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.caremine.com/?p=1241</guid>
		<description><![CDATA[คอนแทคเลนส์ เลนส์สัมผัส หรือที่เราเรียกกันทับศัพท์ง่ายๆ ว่า คอนแทคเลนส์นั้น เป็นวิวัฒนาการทางจักษุวิทยาที่นำมาใช้แทนแว่นตา ช่วยแก้ปัญหา และขจัดความรำคาญของการใช้แว่นตา เสริมสร้างบุคลิกให้ผู้ที่มีสายตาผิดปกติให้มีความสวยงามเหมือนธรรมชาติ ไม่มีร่องรอยของแว่นตา และทำให้การมองเห็นภาพได้ชัดเจน เสมือนตาปกติโดยไม่ต้องใช้แว่นตา บางครั้งทำให้สะดวก และปลอดภัยในขณะที่เล่นกีฬาแทนการใส่แว่นตา

การใช้เลนส์สัมผัสนั้นเริ่มในราวปี ค.ศ.1930 สมัยก่อนทำด้วยแก้วใส มีลักษณะคล้ายๆ กระจกนาฬิกากลมๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอาจจะยาวหรือสั้นกว่าตาดำประมาณ 1 ม.ม. มีหลายขนาดแล้วแต่ว่าบริษัทนั้นๆ จะผลิตขนาดไหน โดยทั่วๆ ไปแล้วรูปร่างของเลนส์สัมผัสจะคล้ายๆ กระจกนาฬิกากลมๆ อันหนึ่ง ความโค้ง ความใส ก็คล้ายกระจกนาฬิกาแบบกลม แก้วที่ทำเลนส์สัมผัสนั้นในระยะต่อมาพบว่าคุณภาพไม่ดี จึงมีการคิดค้นใหม่โดยใช้สารตัวหนึ่งชื่อว่า โพลีเมทิลเมทาครัยเลต (polymethymethacrylate) ตัวย่อคือ ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">คอนแทคเลนส์</span></strong><span style="color: #333333;"> เลนส์สัมผัส หรือที่เราเรียกกันทับศัพท์ง่ายๆ ว่า คอนแทคเลนส์นั้น เป็นวิวัฒนาการทางจักษุวิทยาที่นำมาใช้แทนแว่นตา ช่วยแก้ปัญหา และขจัดความรำคาญของการใช้แว่นตา เสริมสร้างบุคลิกให้ผู้ที่มีสายตาผิดปกติให้มีความสวยงามเหมือนธรรมชาติ ไม่มีร่องรอยของแว่นตา และทำให้การมองเห็นภาพได้ชัดเจน เสมือนตาปกติโดยไม่ต้องใช้แว่นตา บางครั้งทำให้สะดวก และปลอดภัยในขณะที่เล่นกีฬาแทนการใส่แว่นตา<span id="more-1241"></span><br />
</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #333333;">การใช้เลนส์สัมผัสนั้นเริ่มในราวปี ค.ศ.1930 สมัยก่อนทำด้วยแก้วใส มีลักษณะคล้ายๆ กระจกนาฬิกากลมๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอาจจะยาวหรือสั้นกว่าตาดำประมาณ 1 ม.ม. มีหลายขนาดแล้วแต่ว่าบริษัทนั้นๆ จะผลิตขนาดไหน โดยทั่วๆ ไปแล้วรูปร่างของเลนส์สัมผัสจะคล้ายๆ กระจกนาฬิกากลมๆ อันหนึ่ง ความโค้ง ความใส ก็คล้ายกระจกนาฬิกาแบบกลม แก้วที่ทำเลนส์สัมผัสนั้นในระยะต่อมาพบว่าคุณภาพไม่ดี จึงมีการคิดค้นใหม่โดยใช้สารตัวหนึ่งชื่อว่า </span><span style="color: #008000;">โพลีเมทิลเมทาครัยเลต (polymethymethacrylate) ตัวย่อคือ PMMA</span><span style="color: #333333;"> แทน สารตัวนี้เป็นพลาสติกใสชนิดพิเศษที่สังเคราะห์ขึ้นมา มีคุณสมบัติดีกว่าแก้วมาก คือ เบา และใส ปฏิกิริยาที่จะเกิดกับดวงตาน้อยกว่าเลนส์ที่ทำด้วยแก้ว</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #333333;">วัตถุที่นำมาทำเลนส์สัมผัสจะต้องเป็นวัตถุที่ทำให้สายตาดีขึ้น ปลอดภัย ไม่เป็นพิษ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ โดยเฉพาะกับเนื้อเยื่อของดวงตา คงทนพอสมควร สามารถจะให้ก๊าซออกซิเจนหรืออากาศผ่านเข้า-ออกได้ ไม่สลายตัว ไม่เป็นวัตถุที่จับหรือห่อหุ้มต่อเชื้อโรคได้ง่าย และวัตถุนั้นสามารถเปียกน้ำได้ เพราะต้องอยู่กับของเหลว ดวงตาของเรามีน้ำตาหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา และต้องมีน้ำตาหล่อเลี้ยงพอดีๆ ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป ถ้าดวงตามีน้ำตาหล่อเลี้ยงน้อย เมื่อใส่เลนส์สัมผัสเข้าไปจะทำให้รู้สึกระคายเคืองได้ง่าย เกิดอาการผิดปกติ ส่วนคนที่มีน้ำตามากเกินไปทำให้เลนส์สัมผัสลอยตัวหลุดออกมาง่าย ไม่เกาะติดกระจกตา เพราะฉะนั้นคนที่มีน้ำตาแห้งผากและคนที่มีน้ำตามากๆ ไม่เหมาะที่จะใส่เลนส์สัมผัส</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px; text-align: center;"><span style="color: #333333;"><img class="size-full wp-image-1242 aligncenter" title="contact_lens01" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/12/contact_lens01.jpg" alt="contact lens01 คอนแทคเลนส์" width="350" height="495" /></span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">ประเภทของเลนส์สัมผัส</span></strong></p>
<ol>
<li><strong><span style="color: #006699;">คอนแทคเลนส์ชนิดแข็ง (hard contact lens)</span></strong><span style="color: #333333;"> เป็นเลนส์ที่ทำด้วยพลาสติกแข็ง น้ำซึมผ่านไม่ได้เลย</span></li>
<li><strong><span style="color: #006699;">เลนส์ชนิดนิ่ม (soft contact lens)</span></strong><span style="color: #333333;"> เป็นเลนส์ที่ทำด้วยพลาสติกที่สามารถอมน้ำได้ ตั้งแต่ 35 ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้นิ่มมีรูเล็กๆ และน้ำซึมผ่านได้ ช่วยให้ออกซิเจนสามารถละลายผ่านเข้าไปถึงกระจกตาได้สะดวกขึ้น แต่ก็มีผลเลียที่เลนส์ชนิดนี้ จะจับเอาโปรตีน เยื่อเมือก เกลือแร่ และอนุภาคต่างๆ ที่มีอยู่ในน้ำตาเข้าไว้ในตัวเลนส์ ทำให้เลนส์สกปรกง่าย เป็นฝ้า ชำรุดเกิดอาการแพ้ และระคายเคืองตาได้ จึงต้องคอยระวังรักษาอย่างดี หมั่นทำความสะอาดโดยการใช้ระบบความร้อนทำความสะอาด หรือใช้น้ำยาแช่ทำความสะอาดแทนความร้อน</span></li>
<li><strong><span style="color: #006699;">เลนส์สัมผัสชนิดกึ่งนิ่มกึ่งแข็ง (rigid gas permeable lens)</span></strong><span style="color: #333333;"> เป็นเลนส์ที่มีคุณสมบัติคล้ายเลนส์ชนิดแข็ง แต่สามารถให้ออกซิเจนผ่านเข้าตาดำได้ดีกว่าสวมใส่สบายตากว่าชนิดแข็ง เป็นการรวมข้อดีของเลนส์ชนิดแข็งและชนิดนิ่มมาไว้ด้วยกัน</span></li>
</ol>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-1243 aligncenter" title="contact_lens02" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/12/contact_lens02.jpg" alt="contact lens02 คอนแทคเลนส์" width="350" height="277" /></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">เลนส์สัมผัสชนิดนิ่ม</span></strong></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #008000;">เลนส์สัมผัสชนิดนิ่ม (soft contact lens)</span><span style="color: #333333;"> </span><span style="color: #008000;">เป็นชนิดที่นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบันนี้</span><span style="color: #333333;">ผลิตจากพลาสติกซึ่งมีคุณสมบัติอมน้ำได้ ทำให้นิ่ม ยืดหยุ่นได้และออกซิเจนผ่านเข้าตาได้ดีผู้สวมใสจะรู้สึกสบายตา มีอายุการใช้งานสั้นกว่าเลนส์ชนิดแข็ง คือประมาณ 1-2 ปี ต้องดูแลรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัดตามที่จักษุแพทย์แนะนำ มิฉะนั้นจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการติดเชื้อ และการแพ้ได้ เลนส์สัมผัสชนิดนิ่มมีหลายชนิดให้เลือกตามที่ต้องการ เช่น</span></p>
<ol>
<li><span style="color: #333333;">ชนิดที่ถอดล้างทุกวัน (daily wear) เป็นชนิดที่ใช้กันทั่วๆไป</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ชนิดที่ใส่ค้างคืนได้หลายๆวัน (extended wear) เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการล้างทุกวัน เช่น เด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ ที่ต้องอาศัยผู้อื่นถอดใส่เลนส์ให้</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ชนิดที่ใส่ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (disposable soft contact lens) ระยะที่ใช้งานนาน 1-2 อาทิตย์ อาจใส่ต่อเนื่องโดยไม่ถอดเลนส์เลยหรือใส่ถอดทุกวัน เมื่อครบ 1-2 สัปดาห์ จึงเปลี่ยนคู่ใหม่</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ชนิดที่แก้ไขสายตาเอียง (soft tone lens)</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ชนิดที่ใช้เปลี่ยนสีตาได้ เพื่อความสวยงาม มีหลายสี เช่น ฟ้า เขียว ม่วง เทา น้ำตาล</span></li>
</ol>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-1244 aligncenter" title="contact_lens03" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/12/contact_lens03.jpg" alt="contact lens03 คอนแทคเลนส์" width="400" height="482" /></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">เลนส์สัมผัสชนิดแข็ง</span></strong></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #008000;">เลนส์สัมผัสชนิดแข็ง (Hard Contact lens) ชนิดนี้ทำด้วยพลาสติกแข็ง และใส น้ำซึมผ่านได้ยาก</span><span style="color: #333333;"> เลนส์ชนิดนี้มีรูปร่างคงที่ มีขนาดเล็กกว่าตาดำ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมีตั้งแต่ 7.5-9 มิลลิเมตร มีความหนาประมาณ 1 มิลลิเมตรเท่านั้น มีประโยชน์ในคนที่สายตาเอียงมาก ปกติตาดำจะอาศัยออกซิเจนจากอากาศเพื่อช่วยในการดำรงชีวิตของเซลล์ของตาดำ เมื่อใส่เลนส์สัมผัสชนิดนี้แล้วออกซิเจนไม่สามารถผ่านเลนส์เข้าไปสู่ตาดำได้เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้น การใส่เลนส์สัมผัสชนิดนี้จะต้องมีการจำกัดเวลาว่าวันหนึ่งควรจะใส่นานเท่าใด โดยทั่วๆ ไปแล้ว ใส่ติดต่อกันได้ไม่เกิน 12 ชั่วโมง</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">เลนส์สัมผัสชนิดต่างๆ</span></strong></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #333333;">หากแบ่งตามวัตถุประสงค์ในการใช้เลนส์ สามารถแบ่งเป็น 7 ชนิด ได้แก่</span></p>
<ol>
<li><span style="color: #333333;">ชนิดใช้ใส่ได้ไม่เกิน 12 ชั่วโมง ต้องถอดออกเวลาหลับ</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ชนิดใส่ได้ติดต่อกันนานเกินกว่า 24 ชั่วโมง</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ชนิดที่ผสมสี ใส่เพื่อความสวยงาม</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ชนิดที่ใช้ปิดคลุมกระจกตา เพื่อรักษา และป้องกันกระจกตาจากภายนอก จะช่วยให้แผลที่กระจกตาหายเร็วขึ้น</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ชนิดที่ใส่เพื่อแก้ไขอาการสายตาเอียง</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ชนิดที่ใส่ได้เป็นเวลานาน แต่ใช้ใส่ได้ครั้งเดียว ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ชนิดที่ใช้ในรายที่มีอาการสายตาสั้น และสายตายาวอยู่ด้วยกัน ซึ่งจะมีจุดโฟกัสต่างกัน ในแต่ละส่วนของการมอง</span></li>
</ol>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-1245 aligncenter" title="contact_lens04" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/12/contact_lens04.jpg" alt="contact lens04 คอนแทคเลนส์" width="250" height="339" /></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">ข้อควรปฏิบัติบางประการ</span></strong></p>
<ol>
<li><span style="color: #008000;">ล้างมือให้สะอาด</span><span style="color: #333333;">ทุกครั้งก่อนใส่ หรือถอดเลนส์</span></li>
<li><span style="color: #008000;">อย่าใช้ยาหยอดตาทุกชนิดขณะใส่เลนส์</span></li>
<li><span style="color: #008000;">ควรถอดเลนส์ก่อนนอนทุกคืน</span><span style="color: #333333;"> โดยปกติจะไม่แนะนำให้ใส่เลนส์ค้างคืน แม้ว่าจะเป็นชนิดใส่นอนได้ก็ตามนอกจากจะทำให้อายุใช้งานของเลนส์สั้นกว่าปกติแล้ว อาจจะทำให้เกิดการอักเสบของตาหรือการติดเชื้อได้ง่ายกว่าปกติ</span></li>
<li><span style="color: #008000;">อย่าใส่เลนส์ขณะตาอักเสบ</span><span style="color: #333333;"> หรือถ้ามีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำโดยเคร่งครัด</span></li>
</ol>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">การตรวจดูเลนส์เมื่อสวมใส่ในตา</span></strong></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #333333;">ในการตรวจดูเลนส์เมื่อสวมใส่ในตาจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ข้อที่ต้องพิจารณาคือ</span></p>
<ol>
<li><span style="color: #333333;">ตำแหน่งของเลนส์สัมผัส โดยปกติเลนส์จะต้องวางอยู่ในตำแหน่งตรงกลาง ครอบครุมกระจกตา และตาดำพอดี</span></li>
<li><span style="color: #333333;">การเคลื่อนที่ของเลนส์กระจก โดยปกติจะต้องเคลื่อนที่ตามการกระพริบตา การเคลื่อนที่นี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากจะทำให้มีการแลกเปลี่ยนของน้ำตาและออกซิเจน</span></li>
<li><span style="color: #333333;">กำลังที่เหมาะสม โดยปกติกำลังของเลนส์สัมผัสจะน้อยกว่ากำลังของแว่นตาที่สวมใส่ปกติอยู่แล้ว เลนส์ที่เหมาะกับตาต้องมีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ข้อ มิเช่นนี้นจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น มีอาการเคืองตา ตาแดง หรือมองไม่เห็นชัดเจนได้</span></li>
</ol>
<p><img class="size-full wp-image-1246 alignleft" title="contact_lens05" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/12/contact_lens05.jpg" alt="contact lens05 คอนแทคเลนส์" width="300" height="225" /></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">ร่างประกาศเรื่องเลนส์สัมผัส</span></strong></p>
<ol>
<li><span style="color: #333333;">เป็นการเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคในการใช้เลนส์สัมผัสทุกประเภท และป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยให้เลนส์สัมผัสแฟชั่นเป็นเครื่องมือแพทย์ เพื่อควบคุมได้เข้มงวดขึ้น ผู้ผลิต และผู้นำเข้าจะต้องขออนุญาตจาก อย. รวมทั้งต้องแสดงอายุการใช้ คำเตือน ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวังในการใช้ไว้ในฉลากหรือเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ และการโฆษณาต้องได้รับอนุญาตจาก อย.</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ปัจจุบันได้มีกระแสแฟชั่นใส่คอนแทคเลนส์ หรือเลนส์สัมผัสเพื่อความสวยงามที่ทำให้มองเห็นตากลมโตตามแบบดาราเกาหลีหรือญี่ปุ่นได้ระบาดเข้ามาสู่วัยรุ่นไทยโดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นหญิง โดยเลนส์สัมผัสประเภทนี้เหมือนกับเลนส์สัมผัสแฟชั่นที่มีหลายสีให้เลือก แต่บริเวณตรงกลางมีลักษณะเป็นเลนส์ใสและบริเวณขอบเลนส์มีสีดำหรือสีเข้มต่างๆ ที่จะทำให้มองเห็นว่าผู้ใส่มีตาดำขยายใหญ่ และกลมโตกว่าปกติ ซึ่งการใส่เลนส์สัมผัสอย่างไม่ถูกวิธีนั้นอาจมีการแพ้ ติดเชื้อ กระจกตาเป็นแผล อาจทำให้ตาบอดได้</span></li>
<li><span style="color: #333333;">เลนส์สัมผัสที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการปรับสายตา เข้าข่ายเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือสำหรับใช้แก้ไขความบกพร่องของร่างกาย จึงจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ ตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ 2551 ประเภทเครื่องมือแพทย์ทั่วไป สำหรับเลนส์สัมผัสเพื่อความสวยงาม หรือคอนแทคเลนส์แฟชั่น มีวัตถุประสงค์เพื่อความสวยงาม โดยไม่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ต่อผู้ใส่จึงไม่จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ อย่างไรก็ตาม อย.ได้ตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และเห็นว่าการใช้เลนส์สัมผัสทุกประเภท ทั้งชนิดที่ใช้เพื่อปรับสายตาที่จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ และชนิดเพื่อความสวยงามที่ไม่จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ หากนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้องเหมาะสม อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้เช่นกัน</span></li>
<li><span style="color: #333333;">กำหนดให้มีการควบคุมเลนส์สัมผัสทุกประเภทเป็นเครื่องมือแพทย์ควบคุมอย่างเข้มงวดขึ้น โดยขณะนี้ได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง เลนส์สัมผัส เพื่อเพิ่มมาตรการในการควบคุมการผลิตหรือนำเข้าเลนส์สัมผัสทุกประเภทในระดับที่เข้มงวดขึ้น โดยผู้ผลิตและผู้นำเข้าจะต้องขออนุญาตจาก อย.รวมทั้งต้องแสดงอายุการใช้คำเตือน ข้อห้ามใช้ และข้อควรระวังในการใช้ไว้ในฉลาก หรือเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ และในการโฆษณาต้องได้รับอนุญาตจาก อย. ผู้ที่ฝ่าฝืนมีโทษ ทั้งจำทั้งปรับ</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ผู้ที่คิดจะใส่เลนส์สัมผัส ควรได้รับการตรวจตาจากจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเสียก่อนว่าไม่มีข้อห้ามในการใช้ และเพื่อได้รับเลนส์ที่มีขนาดโค้งที่ถูกต้องเหมาะพอดีกับตาของผู้ใส่ ไม่ควรไปซื้อเองจากร้านค้าทั่วไป ต้องใส่ใจในการทำความสะอาดเลนส์ ทั้งการล้าง แช่ เก็บ และก่อนสวมใส่ ทุกขั้นตอนต้องสะอาด เพราะถ้าเลนส์สกปรกมีเชื้อโรค ทำให้ตาอักเสบได้ ไม่ควรใส่ขณะว่ายน้ำ ที่สำคัญต้องไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะเลนส์สัมผัสแฟชั่นยิ่งต้องระวัง เพราะในช่วงที่ยังไม่มีการกำกับดูแล ร้านค้าอาจนำสินค้าที่ไม่มีคุณภาพมาจำหน่าย ก่อให้เกิดอันตราย</span></li>
</ol>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">โรคที่เกิดจากการใช้เลนส์สัมผัส</span></strong></p>
<ol>
<li><span style="color: #333333;">เกิดตุ่มอักเสบบนหนังตาด้านใน พบมากในผู้ที่ใช้เลนส์สัมผัสชนิดอ่อน สาเหตุเกิดจากการระคายเคือง</span></li>
<li><span style="color: #333333;">เกิดการอักเสบของกระจกตา และเยื่อตาขาวส่วนที่สัมผัสกับเลนส์สัมผัส</span></li>
<li><span style="color: #333333;">อาการตาแห้งซึ่งเกิดจากการแพ้ มักพบในผู้ที่ใช้เลนส์สัมผัสมานาน 2-3ปี หรือผู้ที่ใช้ยาบางชนิด</span></li>
<li><span style="color: #333333;">การอักเสบ ลักษณะเป็นจุดเล็กๆ ที่เยื่อบุผิวของกระจกตา เนื่องจากเกิดบาดแผล หรือการช้ำที่เยื่อตา ตาแห้งมีอาการแพ้ หรือขาดออกซิเจน ซึ่งแผลจุดเล็กๆ อาจมารวมกันเข้าเป็นบริเวณใหญ่ และเกิดการติดเชื้อเป็นอันตรายได้ จำเป็นต้องให้ผู้ป่วยหยุดการใช้เลนส์สัมผัสจนกว่าแผลจะหาย</span></li>
<li><span style="color: #333333;">การติดเชื้อ เป็นอาการของโรคที่เกิดจากการใช้เลนส์สัมผัส ซึ่งมีอันตรายมาก และอาจทำให้ตาบอดถาวรได้ มักพบในผู้ที่ใช้เลนส์ชนิดที่ใส่ติดต่อกันได้นานๆ หรือเกิดจากรอยถลอกที่กระจกตาหรือตัวผู้ใช้เองหรือน้ำยาที่ใช้กับเลนส์หรือภาชนะที่บรรจุเลนส์ ก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้</span></li>
</ol>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ, <a style="color: #ff00ff; text-decoration: underline; padding: 0px; margin: 0px;" href="http://%20www.caremine.com/" target="_self">www.caremine.com</a> | <a style="color: #ff00ff; text-decoration: underline; padding: 0px; margin: 0px;" href="http://www.caremine.com/aboutme/term-of-use" target="_blank">Term of use</a></p>
<p align="left"><a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://twitter.com/home/?status=%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B9%8C+http://tinyurl.com/yb4rohu+%23caremine" title="Post to Twitter"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-twitter.png" alt="Post to Twitter" title="คอนแทคเลนส์" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.caremine.com/%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%8c-contact-lens&amp;t=%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B9%8C" title="Post to Facebook"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-facebook.png" alt="Post to Facebook" title="คอนแทคเลนส์" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.myspace.com/Modules/PostTo/Pages/?l=3&amp;u=http://www.caremine.com/%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%8c-contact-lens&amp;t=%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B9%8C&amp;c=%3Cp%3EPowered+by+%3Ca+href%3D%22http%3A%2F%2Frichardxthripp.thripp.com%2Ftweet-this%22%3ETweet+This%3C%2Fa%3E%3C%2Fp%3E" title="Post to MySpace"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-myspace.png" alt="Post to MySpace" title="คอนแทคเลนส์" /></a></p><img src="http://www.caremine.com/?ak_action=api_record_view&id=1241&type=feed" alt=" คอนแทคเลนส์"  title="คอนแทคเลนส์" /><h3  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง</h3><ul class="related_post"><li><a href="http://www.caremine.com/acanthamoeba-contact-len" title="อะแคนทะมีบา ภัย คอนแทคเลนส์">อะแคนทะมีบา ภัย คอนแทคเลนส์</a> (1)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1" title="โรควุ้นในตาเสื่อม">โรควุ้นในตาเสื่อม</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-conjunctivitis" title="โรคตาแดง อาการโรคตาแดง [Conjunctivitis]">โรคตาแดง อาการโรคตาแดง [Conjunctivitis]</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b3" title="ปัญหา ขอบตาดำ">ปัญหา ขอบตาดำ</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%94" title="บอกลาแพนด้า&#8230; ด้วยการนวด">บอกลาแพนด้า&#8230; ด้วยการนวด</a> (0)</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.caremine.com/%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%8c-contact-lens/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรควุ้นในตาเสื่อม</title>
		<link>http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1</link>
		<comments>http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Dec 2009 12:40:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Pop_Phoenix</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>
		<category><![CDATA[ดวงตา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.caremine.com/?p=1237</guid>
		<description><![CDATA[
โรควุ้นในตาเสื่อม โดย วิลาสิณี
เป็นแล้วไม่รักษาตาบอดได้เชียวนะ
 หากคุณรู้สึกว่าเห็นยุงบินรอบ ๆ ตัว แต่ตบเท่าไหร่ก็ไม่โดน หรือมองเห็นสิ่งแปลกปลอม เช่น หยากไย่ จุด เส้น ลอยไปลอยมาในตา นั่นอาจจะเป็นอาการของ &#8220;โรควุ้นในตาเสื่อม&#8221; ที่เกิดในลูกตาของคุณก็ได้!!

นพ.พัฒน ธัญญกิตติกุล ประจำภาควิชาจักษุวิทยา วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล มาเล่าเรื่องของโรคนี้ให้เราฟังกันอย่างง่าย ๆ
อาการ โรควุ้นในตาเสื่อม
เวลาลืมตาจะมองเห็นอะไรกวนตาเป็นรูปหยากไย่ ตาข่าย จุด เส้น วง ลอยไปลอยมา หรือบางคนบอกว่าเห็นเหมือนยุง แต่ปัดเท่าไหร่ ๆ ก็ไม่มียุงนี่นา และจะอันตรายสุด ๆ ถ้าในเวลาค่ำหรือในที่มืด คุณเห็นแสงคล้ายฟ้าแล่บแปล๊บ ๆ ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-759 aligncenter" title="eye" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/08/eye.jpg" alt="eye โรควุ้นในตาเสื่อม" width="500" height="300" /></p>
<h3><span style="font-weight: bold;"><span style="color: #ff00ff;">โรควุ้นในตาเสื่อม <span style="color: #000000; font-weight: normal; font-size: 13px;">โดย วิลาสิณี</span></span></span></h3>
<p><span style="font-weight: bold;">เป็นแล้วไม่รักษาตาบอดได้เชียวนะ</span></p>
<p><span style="color: #800000;"> หากคุณรู้สึกว่าเห็นยุงบินรอบ ๆ ตัว แต่ตบเท่าไหร่ก็ไม่โดน หรือมองเห็นสิ่งแปลกปลอม เช่น หยากไย่ จุด เส้น ลอยไปลอยมาในตา นั่นอาจจะเป็นอาการของ &#8220;โรควุ้นในตาเสื่อม&#8221; ที่เกิดในลูกตาของคุณก็ได้!!<span id="more-1237"></span><br />
</span></p>
<p>นพ.พัฒน ธัญญกิตติกุล ประจำภาควิชาจักษุวิทยา วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล มาเล่าเรื่องของโรคนี้ให้เราฟังกันอย่างง่าย ๆ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-910" title="+" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/+.gif" alt="+ โรควุ้นในตาเสื่อม" width="13" height="13" /><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff00ff;">อาการ โรควุ้นในตาเสื่อม</span></span></strong></p>
<p>เวลาลืมตาจะมองเห็นอะไรกวนตาเป็นรูปหยากไย่ ตาข่าย จุด เส้น วง ลอยไปลอยมา หรือบางคนบอกว่าเห็นเหมือนยุง แต่ปัดเท่าไหร่ ๆ ก็ไม่มียุงนี่นา และจะอันตรายสุด ๆ ถ้าในเวลาค่ำหรือในที่มืด คุณเห็นแสงคล้ายฟ้าแล่บแปล๊บ ๆ เพราะอะไรก็ต้องติดตามกันต่อข้างล่างนะคะ</p>
<p><img style="border: 0px initial initial;" title="+" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/+.gif" alt="+ โรควุ้นในตาเสื่อม" width="13" height="13" /><strong><span style="color: #ff00ff;"><span style="text-decoration: underline;">สาเหตุ โรควุ้นในตาเสื่อม</span></span></strong></p>
<p>คุณหมอบอกว่าในลูกตากลม ๆ ของเรานี้จะมีวุ้นใสอยู่ตรงกลาง ระหว่างเลนส์กับจอประสาทตา และเมื่อคุณอายุ 40 วุ้นตรงนี้ก็จะเริ่มชราภาพ จากลักษณะเป็นวุ้นก็จะกลายเป็นของเหลว วุ้นที่เละจนเหลวนี่เอง เมื่อเรากลอกตาวุ้นก็จะกระเพื่อม กลายเป็นสิ่งที่เรามองเห็นเป็นจุด เป็นเส้น ที่รบกวนสายตาเรานั่นเอง</p>
<p>และการกลอกตาไปมาจะมีแรงกระชาก ให้จอประสาทตาให้ฉีกขาด และตอนนี้แหละที่คุณอาจจะเห็นแสงแปล๊บ ๆ เหมือนฟ้าแลบ ซึ่งถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา การฉีกขาดจะรุนแรงขึ้นกลายจอประสาทตอลอก ถ้าถึงขั้นนั้นก็แปลว่าคุณมองไม่เห็นอะไรแล้ว เพราะตาบอดไปเรียบร้อย!</p>
<p><img style="border: 0px initial initial;" title="+" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/+.gif" alt="+ โรควุ้นในตาเสื่อม" width="13" height="13" /><strong><span style="color: #ff00ff;"><span style="text-decoration: underline;">การรักษา โรควุ้นในตาเสื่อม</span></span></strong></p>
<p>ยังไม่มีการรักษาโรควุ้นในตาเสื่อมได้ เพราะมันเกิดจากความชราของอวัยวะเราเอง เรียกว่าเป็นไปตามอายุขัย แต่ยังพอสามารถรักษาอาการข้างเคียงของโรคนี้ได้บ้าง คือถ้าจอประสาทตาฉีกขาดอย่างที่บอกไป หากไปพบจักษุแพทย์ เขาจะใช้เลเซอร์ซ่อมแซมรอยขาดให้ปิดสนิท ก็ทำให้คุณยังมีดวงตาไว้ถนอมใช้ได้อีกนานค่ะ</p>
<p><img style="border: 0px initial initial;" title="+" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/+.gif" alt="+ โรควุ้นในตาเสื่อม" width="13" height="13" /><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff00ff;">การป้องกัน โรควุ้นในตาเสื่อม</span></span></strong></p>
<p><span style="font-weight: bold;"><span style="color: #ff0000;">ถึงจะรักษาไม่ได้ แต่มันป้องกันได้นะคะ วิธีการก็คือ</span></span></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-791" title="correct_red" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/08/correct_red.gif" alt="correct red โรควุ้นในตาเสื่อม" width="12" height="12" />1.ป้องกันไม่ให้ดวงตาได้รับการกระทบกระเทือน ทั้งจากการเล่นกีฬา จากอุบัติเหตุ และอื่น ๆ เพราะการที่ตาถูกกระแทกแรง ๆ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้วุ้นในตาเสื่อมได้เร็วขึ้น</p>
<p><img style="border: 0px initial initial;" title="correct_red" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/08/correct_red.gif" alt="correct red โรควุ้นในตาเสื่อม" width="12" height="12" /> 2.อย่าอ่านหนังสือในที่มืด เพราะจะทำให้สายตาสั้น สายตาสั้นจะทำให้วุ้นในลูกตาเสื่อมง่าย</p>
<p><img style="border: 0px initial initial;" title="correct_red" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/08/correct_red.gif" alt="correct red โรควุ้นในตาเสื่อม" width="12" height="12" /> 3.อย่านอนในที่สว่าง เพราะแม้ร่างกายจะหลับ แต่ลูกตาเมื่อได้รับแสงก็ยังทำงานอยู่ เมื่อลูกตาทำงานหนัก วุ้นก็จะเสื่อมได้ง่าย</p>
<p><img style="border: 0px initial initial;" title="correct_red" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/08/correct_red.gif" alt="correct red โรควุ้นในตาเสื่อม" width="12" height="12" /> 4.ถ้าคุณอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรจะไปพบจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพราะหากมีอาการแพทย์จะดูแลคุณในระยะแรกได้เลยค่ะ<br />
ขอขอบคุณข้อมูลจาก Momypedia, <a style="color: #ff00ff; text-decoration: underline; padding: 0px; margin: 0px;" href="http://%20www.caremine.com/" target="_self">www.caremine.com</a> | <a style="color: #ff00ff; text-decoration: underline; padding: 0px; margin: 0px;" href="http://www.caremine.com/aboutme/term-of-use" target="_blank">Term of use</a></p>
<p align="left"><a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://twitter.com/home/?status=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1+http://tinyurl.com/y87qbxt+%23caremine" title="Post to Twitter"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-twitter.png" alt="Post to Twitter" title="โรควุ้นในตาเสื่อม" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1&amp;t=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1" title="Post to Facebook"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-facebook.png" alt="Post to Facebook" title="โรควุ้นในตาเสื่อม" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.myspace.com/Modules/PostTo/Pages/?l=3&amp;u=http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1&amp;t=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1&amp;c=%3Cp%3EPowered+by+%3Ca+href%3D%22http%3A%2F%2Frichardxthripp.thripp.com%2Ftweet-this%22%3ETweet+This%3C%2Fa%3E%3C%2Fp%3E" title="Post to MySpace"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-myspace.png" alt="Post to MySpace" title="โรควุ้นในตาเสื่อม" /></a></p><img src="http://www.caremine.com/?ak_action=api_record_view&id=1237&type=feed" alt=" โรควุ้นในตาเสื่อม"  title="โรควุ้นในตาเสื่อม" /><h3  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง</h3><ul class="related_post"><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%8c-contact-lens" title="คอนแทคเลนส์">คอนแทคเลนส์</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-conjunctivitis" title="โรคตาแดง อาการโรคตาแดง [Conjunctivitis]">โรคตาแดง อาการโรคตาแดง [Conjunctivitis]</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/acanthamoeba-contact-len" title="อะแคนทะมีบา ภัย คอนแทคเลนส์">อะแคนทะมีบา ภัย คอนแทคเลนส์</a> (1)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b3" title="ปัญหา ขอบตาดำ">ปัญหา ขอบตาดำ</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%94" title="บอกลาแพนด้า&#8230; ด้วยการนวด">บอกลาแพนด้า&#8230; ด้วยการนวด</a> (0)</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โปรตีน ตัวช่วยของสาวอยากผอม</title>
		<link>http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%ad%e0%b8%a1</link>
		<comments>http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%ad%e0%b8%a1#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Dec 2009 12:28:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Pop_Phoenix</dc:creator>
				<category><![CDATA[ลดน้ำหนัก-ลดความอ้วน]]></category>
		<category><![CDATA[ผอม]]></category>
		<category><![CDATA[ลดความอ้วน]]></category>
		<category><![CDATA[หุ่นดี]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.caremine.com/?p=1233</guid>
		<description><![CDATA[

“โปรตีน” ตัวช่วยของสาวอยากผอม

หากสาวอวบอย่างคุณเมื่อเห็นสาวเอวบางร่างน้อย แต่งตัวเซ็กซี่แล้วเกิดอาการอิจฉาตาร้อน อยากจะลุกขึ้นมาโชว์หุ่นกับเขาดูบ้าง แต่ก่อนที่จะตัดสินใจทําอย่างนั้น WP ขอแนะให้มาอ่านข้างล่างนี้กันก่อนดีไหม เผื่อจะช่วยให้คุณไม่ต้องตกเป็นประเด็นฮอตให้คนอื่นเขาแอบเอาไปเม้าท์กัน


วิธีที่ WP จะนํามาแนะนําในวันนี้ คือ การกินโปรตีนครับ อ๊ะๆ คงนึกไม่ถึงละสิว่าโปรตีนนี่น่ะเหรอจะช่วยให้ฉันผอมได้ อย่าเพิ่งดูถูกไปนะครับ เพราะเขาได้มีการทดลองออกมายืนยันแล้วว่า คนที่กินโปรตีนสูงจะมีแนวโน้มที่จะลดน้ำหนักได้มากกว่ากลุ่มที่กินโปรตีนน้อยหรือไม่กินเลย ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะโปรตีนมีส่วนช่วยในการเพิ่มอัตราเมตาบอลิซึ่มให้กับร่างกาย ซึ่งนั่นก็หมายถึงคุณจะเผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น 


นอกจากนี้ โปรตีนยังช่วยทําให้ระดับไนโตรเจนในร่างกายเกิดความสมดุล ซึ่งจะมีผลให้มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น ช่วยให้อัตราการดูดซึมกลูโคสในกระแสเลือดช้าลงซึ่งจะทําให้ไม่ค่อยหิว และช่วยลดระดับ อินซูลินทําให้การเผาผลาญไขมันเป็นไปได้ง่ายขึ้นด้วยครับ




แหล่งโปรตีนหาได้จากไหน
โดยปกติแล้ว ร่างกายจะสามารถสร้างกรดอะมิโนขึ้นมาเองได้ 80% ที่เหลืออีก 20% จะต้องรับจากการกินเข้าไป ซึ่งแหล่งของกรดอะมิโนเหล่านี้ หาได้จากอาหารที่มีโปรตีนสูง อย่างเช่น


เคซีน - หรือโปรตีนจากนมซึ่งเป็นที่โปรดปรานของกล้ามเนื้อมาก ช่วยทําให้กล้ามเนื้อกระชับ เพิ่มการสังเคราะห์และยับยั้งการย่อยสลายโปรตีน ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-1234 aligncenter" title="ไข่ดาว" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/12/ไข่ดาว.jpg" alt="ไข่ดาว โปรตีน ตัวช่วยของสาวอยากผอม" width="282" height="354" /></p>
<div>
<p style="padding: 0px; margin: 0px;" align="left"><strong><span style="color: #ff00ff;">“โปรตีน” ตัวช่วยของสาวอยากผอม</span></strong></p>
<p style="padding: 0px; margin: 0px;" align="left">
<p style="padding: 0px; margin: 0px;" align="left">หากสาวอวบอย่างคุณเมื่อเห็นสาวเอวบางร่างน้อย แต่งตัวเซ็กซี่แล้วเกิดอาการอิจฉาตาร้อน อยากจะลุกขึ้นมาโชว์หุ่นกับเขาดูบ้าง <span style="color: #0000d7;">แต่ก่อนที่จะตัดสินใจทําอย่างนั้น WP ขอแนะให้มาอ่านข้างล่างนี้กันก่อนดีไหม เผื่อจะช่วยให้คุณไม่ต้องตกเป็นประเด็นฮอตให้คนอื่นเขาแอบเอาไปเม้าท์กัน<span id="more-1233"></span><br />
</span></p>
<p style="padding: 0px; margin: 0px;" align="left">
<p style="padding: 0px; margin: 0px;" align="left">วิธีที่ WP จะนํามาแนะนําในวันนี้ คือ <strong>การกินโปรตีนครับ</strong> อ๊ะๆ คงนึกไม่ถึงละสิว่าโปรตีนนี่น่ะเหรอจะช่วยให้ฉันผอมได้ อย่าเพิ่งดูถูกไปนะครับ เพราะเขาได้มีการทดลองออกมายืนยันแล้วว่า<span style="color: #ac2b2b;"> คนที่กินโปรตีนสูงจะมีแนวโน้มที่จะลดน้ำหนักได้มากกว่ากลุ่มที่กินโปรตีนน้อยหรือไม่กินเลย ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะโปรตีนมีส่วนช่วยในการเพิ่มอัตราเมตาบอลิซึ่มให้กับร่างกาย ซึ่งนั่นก็หมายถึงคุณจะเผา</span><span style="color: #ac2b2b;">ผลาญแคลอรีได้มากขึ้น</span><span style="color: #000000;"> </span></p>
<p style="padding: 0px; margin: 0px;" align="left"><strong><br />
</strong></p>
<p style="padding: 0px; margin: 0px;" align="left"><strong>นอกจากนี้ โปรตีนยังช่วยทําให้ระดับไนโตรเจนในร่างกายเกิดความสมดุล ซึ่งจะมีผลให้มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น</strong> ช่วยให้อัตราการดูดซึมกลูโคสในกระแสเลือดช้าลงซึ่งจะทําให้ไม่ค่อยหิว และช่วยลดระดับ อินซูลินทําให้การเผาผลาญไขมันเป็นไปได้ง่ายขึ้นด้วยครับ<strong><span style="color: #0000d7;"><br />
</span></strong></p>
<p style="padding: 0px; margin: 0px;" align="left"><strong><span style="color: #0000d7;"><br />
</span></strong></p>
<p style="padding: 0px; margin: 0px;" align="left">
<p style="padding: 0px; margin: 0px;" align="left"><strong><span style="color: #0000d7;">แหล่งโปรตีนหาได้จากไหน</span></strong></p>
<p style="padding: 0px; margin: 0px;" align="left">โดยปกติแล้ว ร่างกายจะสามารถสร้างกรดอะมิโนขึ้นมาเองได้ 80% ที่เหลืออีก 20% จะต้องรับจากการกินเข้าไป ซึ่งแหล่งของกรดอะมิโนเหล่านี้ หาได้จากอาหารที่มีโปรตีนสูง อย่างเช่น</p>
<p style="padding: 0px; margin: 0px;" align="left"><strong><span style="color: #d70056;"><br />
</span></strong></p>
<p style="padding: 0px; margin: 0px;" align="left"><strong><span style="color: #d70056;"><img class="alignnone size-full wp-image-889" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 โปรตีน ตัวช่วยของสาวอยากผอม" width="15" height="15" />เคซีน -</span></strong> หรือโปรตีนจากนมซึ่งเป็นที่โปรดปรานของกล้ามเนื้อมาก ช่วยทําให้กล้ามเนื้อกระชับ เพิ่มการสังเคราะห์และยับยั้งการย่อยสลายโปรตีน จากการศึกษาพบว่า ถ้าเรากินอาหารที่มีเคซีนเข้าไป มันจะไปเกาะกันเป็นก้อนอยู่ในรูปของวุ้นที่กระเพาะ ทําให้อาหารเคลื่อนตัวช้าลง เป็นเหตุให้กรดอะมิโนถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น นอกจากนี้ เคซีนยังช่วยในเรื่องของการเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ เพิ่มระดับ HDL และช่วยคลายอาการปวดของกล้ามเนื้อและข้อต่อด้วยครับ</p>
<p style="padding: 0px; margin: 0px;" align="left"><strong><span style="color: #d70056;"><br />
</span></strong></p>
<p style="padding: 0px; margin: 0px;" align="left"><strong><span style="color: #d70056;"><img style="border: 0px initial initial;" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 โปรตีน ตัวช่วยของสาวอยากผอม" width="15" height="15" />ถั่วเหลือง -</span></strong> มีโปรตีนสูงถึงร้อยละ 34 ซึ่งมากกว่าโปรตีนจากเนื้อหมูประมาณ 2 เท่า ถึงแม้ถั่วเหลืองจะไม่ค่อยมีบทบาทในการปั้นหุ่นมากนัก แต่มันก็มีความสําคัญต่อสุขภาพมากๆ เลยนะ เพราะในเมล็ดถั่วเหลืองโดยเฉพาะผิวหุ้มของมันจะมีสารเลซิธิน (Lecithin) ซึ่งเป็นสารบํารุงสมอง ช่วยในด้านการเพิ่มความจํา ลดไขมันและคอเลสเตอรอลในร่างกายครับ</p>
<p style="padding: 0px; margin: 0px;" align="left"><strong><span style="color: #d70081;"><br />
</span></strong></p>
<p style="padding: 0px; margin: 0px;" align="left"><strong><span style="color: #d70081;"><img style="border: 0px initial initial;" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 โปรตีน ตัวช่วยของสาวอยากผอม" width="15" height="15" />ไข่ -</span></strong> แหล่งโปรตีนที่ดีและราคาถูก ซึ่งหลายๆ คนอาจจะกลัวการกินไข่เพราะกลัวคอเลสเตอรอลที่มีอยู่ในไข่แดง แต่จริงๆ แล้วไขมันอิ่มตัวในอาหารต่างหากละที่เป็นตัวการทําให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ยิ่งไปกว่านั้นการกินไข่ยังเป็นการช่วยป้องกันโรคหัวใจและมีบทบาทในเรื่องของการลดน้ำหนักด้วยนะครับ เพราะไข่ 1 ฟอง นอกจากจะให้แคลอรีต่ำ เพียง 75 แคลอรีแล้ว ยังทําให้รู้สึกอิ่มได้นานกว่าอาหารชนิดอื่นๆ ที่ให้แคลอรีเท่ากันอีกครับ</p>
<p style="padding: 0px; margin: 0px;" align="left">
<p style="padding: 0px; margin: 0px;" align="left">ขอขอบคุณ woman plus, <a style="color: #ff00ff; text-decoration: underline; padding: 0px; margin: 0px;" href="http://%20www.caremine.com/" target="_self">www.caremine.com</a> | <a style="color: #ff00ff; text-decoration: underline; padding: 0px; margin: 0px;" href="http://www.caremine.com/aboutme/term-of-use" target="_blank">Term of use</a></p>
</div>
<p align="left"><a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://twitter.com/home/?status=%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%99+%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%AD%E0%B8%A1+http://tinyurl.com/yd7gb5t+%23caremine" title="Post to Twitter"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-twitter.png" alt="Post to Twitter" title="โปรตีน ตัวช่วยของสาวอยากผอม" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%ad%e0%b8%a1&amp;t=%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%99+%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%AD%E0%B8%A1" title="Post to Facebook"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-facebook.png" alt="Post to Facebook" title="โปรตีน ตัวช่วยของสาวอยากผอม" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.myspace.com/Modules/PostTo/Pages/?l=3&amp;u=http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%ad%e0%b8%a1&amp;t=%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%99+%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%AD%E0%B8%A1&amp;c=%3Cp%3EPowered+by+%3Ca+href%3D%22http%3A%2F%2Frichardxthripp.thripp.com%2Ftweet-this%22%3ETweet+This%3C%2Fa%3E%3C%2Fp%3E" title="Post to MySpace"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-myspace.png" alt="Post to MySpace" title="โปรตีน ตัวช่วยของสาวอยากผอม" /></a></p><img src="http://www.caremine.com/?ak_action=api_record_view&id=1233&type=feed" alt=" โปรตีน ตัวช่วยของสาวอยากผอม"  title="โปรตีน ตัวช่วยของสาวอยากผอม" /><h3  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง</h3><ul class="related_post"><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%82%e0%b8%81-garcinia-cambogia-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99" title="ส้มแขก (Garcinia Cambogia) สมุนไพรลดไขมัน">ส้มแขก (Garcinia Cambogia) สมุนไพรลดไขมัน</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9f%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81" title="ลดน้ำหนักด้วยกาแฟ?">ลดน้ำหนักด้วยกาแฟ?</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2" title="สมุนไพรลดน้ำหนัก หุ่นสวยแบบไม่ต้องพึ่งยา">สมุนไพรลดน้ำหนัก หุ่นสวยแบบไม่ต้องพึ่งยา</a> (1)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%9c%e0%b8%ad%e0%b8%a1-%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%ae%e0%b8%b4%e0%b8%95" title="ผอมเลือกได้ กับ 3 เทรนด์ลดน้ำหนักยอดฮิต">ผอมเลือกได้ กับ 3 เทรนด์ลดน้ำหนักยอดฮิต</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5" title="เคล็ดลับ ลดน้ำหนักให้ถูกวิธี">เคล็ดลับ ลดน้ำหนักให้ถูกวิธี</a> (0)</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%ad%e0%b8%a1/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต</title>
		<link>http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ae%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b8%b8%e0%b8%95</link>
		<comments>http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ae%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b8%b8%e0%b8%95#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Nov 2009 03:45:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Pop_Phoenix</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>
		<category><![CDATA[Tinea]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.caremine.com/?p=1227</guid>
		<description><![CDATA[
เรื่องจริงของโรคฮ่องกงฟุต
 คุณคงเคยได้ยินชื่อ โรคฮ่องกงฟุต กันมาบ้างแล้ว &#8230;โรคใกล้ตัวที่คุณก็มีโอกาสเป็นได้ 
 คืออาการคันที่เกิดจากเชื้อราที่เท้า ซึ่งคอยก่อกวนบรรดานักกีฬาที่นิยมออกกำลังจนเหงื่อออก เท้าอับชื้น เสมอ ๆ ไม่เพียงแต่เหล่านักกีฬาที่มักเป็นโรคนี้ แต่คุณเองที่บางทีอาจแค่นั่ง ๆ นอน ๆ ดูโทรทัศน์อยู่กับบ้านก็มีโอกาสเป็นเชื้อราที่เท้าได้เหมือนกัน ใครที่เป็นถ้าไม่รีบรักษา ปล่อยไว้อาจลุกลามจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง
เรื่องน่ารู้ของโรคฮ่องกงฟุต 
 1. เมื่ออากาศร้อน ๆ และเท้าชื้นมาก ๆ ประกอบกับมีเหงื่อออกด้วย จึงเป็นบ่อเกิดของเชื้อราที่เรียกว่า Dermatophytes เนื่องจากเชื้อราจะเจริญและแพร่พันธุ์ได้ดีมากในอากาศร้อนชื้น
 2. Tinea คือ ชื่อสามัญของการติดเชื้อที่ผิวหนัง Tinea pedis ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-1228 aligncenter" title="Foot" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/11/Foot.jpg" alt="Foot เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต" width="450" height="275" /></p>
<h3><span style="font-weight: bold;"><span style="color: #ff0000;">เรื่องจริงของโรคฮ่องกงฟุต</span></span></h3>
<p><span style="color: #0000ff;"><span style="color: #ff00ff;"> คุณคงเคยได้ยินชื่อ โรคฮ่องกงฟุต กันมาบ้างแล้ว &#8230;โรคใกล้ตัวที่คุณก็มีโอกาสเป็นได้</span> </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;"> </span>คืออาการคันที่เกิดจากเชื้อราที่เท้า ซึ่งคอยก่อกวนบรรดานักกีฬาที่นิยมออกกำลังจนเหงื่อออก เท้าอับชื้น เสมอ ๆ ไม่เพียงแต่เหล่านักกีฬาที่มักเป็นโรคนี้ แต่คุณเองที่บางทีอาจแค่นั่ง ๆ นอน ๆ ดูโทรทัศน์อยู่กับบ้านก็มีโอกาสเป็นเชื้อราที่เท้าได้เหมือนกัน ใครที่เป็นถ้าไม่รีบรักษา ปล่อยไว้อาจลุกลามจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง<span id="more-1227"></span></p>
<p><span style="font-weight: bold; background-color: #ffff00;">เรื่องน่ารู้ของโรคฮ่องกงฟุต </span></p>
<p><span style="color: #0000ff;"> </span><span style="font-weight: bold;"><span style="color: #ff00ff;">1. เมื่ออากาศร้อน ๆ และเท้าชื้นมาก ๆ</span></span> ประกอบกับมีเหงื่อออกด้วย จึงเป็นบ่อเกิดของเชื้อราที่เรียกว่า Dermatophytes เนื่องจากเชื้อราจะเจริญและแพร่พันธุ์ได้ดีมากในอากาศร้อนชื้น</p>
<p><span style="color: #0000ff;"> </span><span style="font-weight: bold;"><span style="color: #ff00ff;">2. Tinea คือ</span></span> ชื่อสามัญของการติดเชื้อที่ผิวหนัง Tinea pedis (pedis หมายถึง เท้า ในภาษาลาติน) คือโรคเชื้อราที่เท้า Jock itch หรือ tinea cruris (cruris หมายถึง ขา) คือการติดเชื้อที่ผิวหนังบริเวณขาหนีบ ต้นขา ข้อพับต้นขา มีอีกชื่อหนึ่งว่า สังคัง Ringworm หรืออีกชื่อหนึ่งว่า tinea capitis (capitis หมายถึง ศีรษะ) คือ กลากที่ศีรษะ</p>
<p><span style="color: #0000ff;"> </span><span style="font-weight: bold;"><span style="color: #ff00ff;">3. การติดเชื้อส่วนใหญ่มักมาจากการใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น</span></span> ใช้ผ้าเช็ดตัว ใส่รองเท้าร่วมกับผู้อื่น หรือว่ายน้ำในสระสาธารณะ ซึ่งสิ่งของและที่เหล่านี้เป็นที่ที่เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี</p>
<p><span style="color: #0000ff;"> </span><span style="font-weight: bold;"><span style="color: #ff00ff;">4. อาการของโรคเชื้อราที่เท้า</span> </span><br style="font-weight: bold;" /><br />
<img class="alignnone size-full wp-image-889" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต" width="15" height="15" />คันตามซอกนิ้วเท้า และผิวลอกออกเป็นขุย ๆ<br />
<span style="color: #0000ff;"><br />
</span><img style="border: 0px initial initial;" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต" width="15" height="15" />เป็นผื่นที่เท้า<br />
<span style="color: #0000ff;"><br />
</span><img style="border: 0px initial initial;" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต" width="15" height="15" />ผิวหนังที่เท้าเกิดพุพอง<br />
<span style="color: #0000ff;"><br />
</span><img style="border: 0px initial initial;" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต" width="15" height="15" />นิ้วเท้าหนาและแตก</p>
<p><span style="color: #0000ff;"> </span>ที่เป็นมากและพบบ่อยจะเกิดตรงซอกนิ้ว แต่ก็สามารถเกิดที่ส้นเท้า และอาจลุกลามไปถึงฝ่าเท้าและเล็บเท้าได้</p>
<p><span style="color: #0000ff;"> <span style="font-weight: bold;"> </span></span><span style="font-weight: bold;"><span style="color: #ff00ff;">5. การรักษาโรคเชื้อราที่เท้า </span></span></p>
<p><span style="color: #0000ff;"><img style="border: 0px initial initial;" title="+" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/+.gif" alt="+ เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต" width="13" height="13" /> </span>ล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ และเช็ดหรือเป่าให้แห้ง</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><img style="border: 0px initial initial;" title="+" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/+.gif" alt="+ เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต" width="13" height="13" /> </span>ใส่ถุงเท้าและรองเท้าที่สะอาด และไม่เปียกชื้น</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><img style="border: 0px initial initial;" title="+" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/+.gif" alt="+ เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต" width="13" height="13" /> </span>ใช้ครีมกันเชื้อรา หรือโรยแป้งฝุ่นที่เท้า</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><img style="border: 0px initial initial;" title="+" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/+.gif" alt="+ เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต" width="13" height="13" /> </span>เท้าต้องสะอาดและแห้งเสมอ ใช้แป้งหรือครีมกันเชื้อรา ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นหรือกำเริบ ควรพบแพทย์เพื่อที่ได้สั่งยา ต้านเชื้อราได้ถูกต้อง และวินิจฉัยสาเหตุอื่นของอาการเหล่านั้น</p>
<p><span style="color: #0000ff;"> </span><span style="font-weight: bold;"><span style="color: #ff00ff;">6. ป้องกันได้อย่างไร </span></span></p>
<p><span style="color: #0000ff;"><img style="border: 0px initial initial;" title="+" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/+.gif" alt="+ เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต" width="13" height="13" /> </span>ใส่ถุงเท้าและรองเท้าที่แห้ง</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><img style="border: 0px initial initial;" title="+" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/+.gif" alt="+ เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต" width="13" height="13" /> </span>เช็ดหรือเป่าเท้าให้แห้งโดยเฉพาะซอกเท้าหลังจากอาบน้้ำ</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><img style="border: 0px initial initial;" title="+" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/+.gif" alt="+ เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต" width="13" height="13" /> </span>ใส่ถุงเท้าที่ทำด้วยขนสัตว์ดีกว่าผ้าฝ้ายเพราะผ้าขนสัตว์ช่วยซับความชื้นจากเท้า</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><img style="border: 0px initial initial;" title="+" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/+.gif" alt="+ เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต" width="13" height="13" /> </span>ถ้าเท้าเปียกโชก ควรเปลี่ยนรองเท้า</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><img style="border: 0px initial initial;" title="+" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/+.gif" alt="+ เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต" width="13" height="13" /> </span>ควรมีรองเท้า 2 คู่ ใส่สลับกัน ไม่ควรใส่รองเท้าคู่เดิมทุกวัน</p>
<p><span style="color: #0000ff;"> </span>แม้ว่าจะใส่รองเท้าแตะในที่อาบน้ำหรือสระน้ำสาธารณะเ พื่อป้องกันการติดเชื้อราแล้วก็ตาม แต่วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการทำให้เท้าแห้ง</p>
<p><span style="color: #0000ff;"> </span><span style="font-weight: bold;"><span style="color: #ff00ff;">7. โรคแทรกซ้อน หรือที่เรียกว่า cellylitis คือ</span></span> การที่ผิวหนังอักเสบ เกิดในรายที่รุนแรง และสามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ<br />
ขอขอบคุณข้อมูลจาก สยามดารา, <a href="http://www.caremine.com" target="_self">www.caremine.com</a></p>
<p align="left"><a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://twitter.com/home/?status=%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84+%E0%B8%AE%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95+http://tinyurl.com/ygksxtu+%23caremine" title="Post to Twitter"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-twitter.png" alt="Post to Twitter" title="เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ae%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b8%b8%e0%b8%95&amp;t=%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84+%E0%B8%AE%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95" title="Post to Facebook"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-facebook.png" alt="Post to Facebook" title="เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.myspace.com/Modules/PostTo/Pages/?l=3&amp;u=http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ae%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b8%b8%e0%b8%95&amp;t=%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84+%E0%B8%AE%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95&amp;c=%3Cp%3EPowered+by+%3Ca+href%3D%22http%3A%2F%2Frichardxthripp.thripp.com%2Ftweet-this%22%3ETweet+This%3C%2Fa%3E%3C%2Fp%3E" title="Post to MySpace"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-myspace.png" alt="Post to MySpace" title="เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต" /></a></p><img src="http://www.caremine.com/?ak_action=api_record_view&id=1227&type=feed" alt=" เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต"  title="เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต" /><h3  class="related_post_title">เรื่องที่น่าสนใจ</h3><ul class="related_post"><li><a href="http://www.caremine.com/warn-%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3" title="Warn!!! เชื้อโรคในธนบัตร">Warn!!! เชื้อโรคในธนบัตร</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5" title="ลดน้ำหนักด้วยวิธีไหน? เจ๋งกว่ากัน">ลดน้ำหนักด้วยวิธีไหน? เจ๋งกว่ากัน</a> (1)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87" title="การนอนกับอาการปวดหลัง">การนอนกับอาการปวดหลัง</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87" title="ประโยชน์หมากฝรั่งที่คิดไม่ถึง">ประโยชน์หมากฝรั่งที่คิดไม่ถึง</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2" title="ปัสวะบ่อย ระวัง โรคร้าย ถามหา">ปัสวะบ่อย ระวัง โรคร้าย ถามหา</a> (0)</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ae%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b8%b8%e0%b8%95/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคหอบหืด [Asthma]</title>
		<link>http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%b7%e0%b8%94-asthma</link>
		<comments>http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%b7%e0%b8%94-asthma#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Nov 2009 03:25:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Pop_Phoenix</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>
		<category><![CDATA[Asthma]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.caremine.com/?p=1222</guid>
		<description><![CDATA[
โรคหอบหืด คืออะไร ?
 ชื่อ โรคหอบหืด นี้เรียกตามอาการของคนไข้ โดยอาการ หอบหืด เกิดจากการหดตัวหรือตีบตันของช่องทางเดินหายใจส่วนหลอดลม ทำให้อากาศเข้าสู่ปอดน้อยลง

ปัจจัยที่ทำให้เกิดการตีบตันของหลอดลม คือ
การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบๆ หลอดลม
 การบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม
 เสมหะจำนวนมากที่คั่งค้างอยู่ภายในหลอดลม
การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบๆ หลอดลม แท้จริงแล้วเป็นผลจากอักเสบของเยื่อบุหลอดลม การอักเสบส่วนใหญ่จะเป็นการอักเสบเรื้อรังเกิดจากภาวะที่มีการตอบสนองรุนแรงเกินเหตุ
 โรคหอบหืด ต่างกับโรคอื่นๆ คนไข้บางคนเป็นน้อย บางคนเป็นมาก และอาจเสียชีวิตได้ ภาวะที่กระตุ้นให้ โรคหอบหืด กำเริบก็ต่างกันในแต่ละคนไข้ ตัวอย่างของภาวะหรือสิ่งที่กระตุ้นให้ โรคหอบหืด กำเริบ คือ การหายใจเอาสารที่แพ้เข้าไปในหลอดลม ภาวะติดเชื้อ โพรงจมูกอักเสบ กลิ่นน้ำหอม ยาฆ่าแมลง กลิ่นอับ ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-119 aligncenter" title="55297_002" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/55297_002.jpg" alt="55297 002 โรคหอบหืด [Asthma]" width="500" height="300" /></p>
<p><strong>โรคหอบหืด คืออะไร ?</strong></p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;"> ชื่อ โรคหอบหืด นี้เรียกตามอาการของคนไข้ โดยอาการ หอบหืด เกิดจากการหดตัวหรือตีบตันของช่องทางเดินหายใจส่วนหลอดลม ทำให้อากาศเข้าสู่ปอดน้อยลง<span id="more-1222"></span><br />
</span></strong><br />
<strong><span style="background-color: #ffff00;">ปัจจัยที่ทำให้เกิดการตีบตันของหลอดลม คือ</span></strong></p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-889" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 โรคหอบหืด [Asthma]" width="15" height="15" />การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบๆ หลอดลม<br />
<img style="border: 0px initial initial;" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 โรคหอบหืด [Asthma]" width="15" height="15" /> การบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม<br />
<img style="border: 0px initial initial;" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 โรคหอบหืด [Asthma]" width="15" height="15" /> เสมหะจำนวนมากที่คั่งค้างอยู่ภายในหลอดลม</p>
<p>การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบๆ หลอดลม แท้จริงแล้วเป็นผลจากอักเสบของเยื่อบุหลอดลม การอักเสบส่วนใหญ่จะเป็นการอักเสบเรื้อรังเกิดจากภาวะที่มีการตอบสนองรุนแรงเกินเหตุ</p>
<p><span style="color: #800080;"> <span style="font-weight: bold;">โรคหอบหืด </span>ต่างกับโรคอื่นๆ คนไข้บางคนเป็นน้อย บางคนเป็นมาก และอาจเสียชีวิตได้ ภาวะที่กระตุ้นให้ </span><span style="color: #800080;"><span style="font-weight: bold;">โรคหอบหืด </span></span><span style="color: #800080;">กำเริบก็ต่างกันในแต่ละคนไข้ ตัวอย่างของภาวะหรือสิ่งที่กระตุ้นให้ </span><span style="color: #800080;"><span style="font-weight: bold;">โรคหอบหืด </span></span><span style="color: #800080;">กำเริบ คือ การหายใจเอาสารที่แพ้เข้าไปในหลอดลม ภาวะติดเชื้อ โพรงจมูกอักเสบ กลิ่นน้ำหอม ยาฆ่าแมลง กลิ่นอับ กลิ่นท่อไอเสีย กลิ่นบุหรี่ ภาวะอากาศเปลี่ยน การออกกำลังกาย โรคทางเดินอาหารบางโรค ภาวะแพ้ยา สารสี สารเคมีต่างๆ  และภาวะเครียด</span></p>
<p><strong>ในเด็กที่เป็น โรคหอบหืด ส่วนใหญ่ สองในสามจะมีภาวะภูมิแพ้ด้วย แต่ในผู้ใหญ่ต่างกันที่ส่วนใหญ่จะไม่มีภาวะภูมิแพ้ โดยความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ โรคหอบหืด คือ คนมักเข้าใจว่า โรคหอบหืด เป็นผลจากภาวะภูมิแพ้เสมอไป</strong></p>
<p><strong>โรคหอบหืด </strong>คนเป็นกันมาก ตามสถิติแล้วมีผู้ป่วยเป็น <strong>โรคหอบหืด </strong>ประมาณ 10-13% ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ในเด็กชายเป็น <strong>โรคหอบหืด </strong>มากกว่าเด็กหญิงเล็กน้อย</p>
<p>การวินิจฉัย <strong>โรคหอบหืด </strong>ในเด็กทั่วไปแล้วจะยากกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กจำนวนไม่น้อยมีอาการอื่นร่วมด้วย เด็กบางคนไม่มีอาการหอบเลยก็ได้ ส่วนใหญ่ประวัติการเจ็บป่วยของเด็ก <strong>โรคหอบหืด </strong>จะไม่ค่อยสมบูรณ์ เพราะข้อมูลได้มาจากแม่เด็ก พี่เลี้ยง ครูที่โรงเรียน หรือตัวเด็กเอง</p>
<p><span style="color: #000080;">อาการสำคัญของ <span style="font-weight: bold;">โรคหอบหืด</span> คือ ไอตอนเช้า กลางคืนตอนดึก ไอเวลาวิ่งเล่น หรือหลังวิ่งเล่น คัดจมูก น้ำมูกไหลร่วมด้วย ในเด็กเล็กที่หอบจากมีสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่ </span><span style="color: #000080;"><span style="font-weight: bold;">โรคหอบหืด</span></span><span style="color: #000080;"> เช่น โรคหัวใจ โรคติดเชื้อในปอด สารแปลกปลอม ถั่ว ข้าวโพดคั่วติดในหลอดลม หรือโรคทางเดินอาหารบางชนิด<br />
</span><br />
การติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ <strong>โรคหอบหืด </strong>กำเริบ ส่วนใหญ่ของเชื้อจะเป็นไวรัสที่ติดมาจากโรงเรียน หรือที่ชุมชน เด็กจำนวนมากที่แพ้สารต่างๆ เช่น ไรฝุ่น เชื้อรา แมลงสาบ และอื่นๆ จำเป็นที่จะต้องตรวจสอบให้แน่นอน</p>
<p><span style="color: #800000;"> การรักษา<span style="font-weight: bold;"> โรคหอบหืด</span> จะต่างกันในคนไข้แต่ละคน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค อายุคนไข้ และภาวะที่เกิดร่วมกับ <span style="font-weight: bold;">โรคหอบหืด</span> เช่น ภาวะภูมิแพ้ หรือโพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง โดยทั่วๆ ไป<strong>แนวทางรักษาที่ยอมรับโดยผู้เชี่ยวชาญมีอยู่ 4 ข้อดังนี้<br />
</strong></span><br />
<img style="border: 0px initial initial;" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 โรคหอบหืด [Asthma]" width="15" height="15" /> แนะนำให้ใช้การตรวจสอบสมรรถภาพของปอด เพื่อบ่งชี้ความรุนแรงของโรค และเพื่อติดตามวัดผลการรักษา</p>
<p><img style="border: 0px initial initial;" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 โรคหอบหืด [Asthma]" width="15" height="15" /> การใช้ยาเพื่อลดการอักเสบ หรือป้องกันการอักเสบของเยื่อบุหลอดลมร่วมกับการใช้ยา เพื่อคลายกล้ามเนื้อรอบหลอดลมที่หดตัว</p>
<p><img style="border: 0px initial initial;" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 โรคหอบหืด [Asthma]" width="15" height="15" /> การควบคุมภาวะแวดล้อมต่างๆ โดยเฉพาะในคนไข้ที่มีภาวะภูมิแพ้ร่วมด้วย รวมถึงการรักษาเฉพาะเจาะจงในภาวะภูมิแพ้</p>
<p><img style="border: 0px initial initial;" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 โรคหอบหืด [Asthma]" width="15" height="15" /> ต้องให้ความรู้คนไข้ และครอบครัวเกี่ยวกับ <strong>โรคหอบหืด</strong> และการปฏิบัติตน เช่น เลิกสูบบุหรี่ วิธีการออกกำลังกาย และวิธีใช้ยาที่ถูกต้อง</p>
<p><strong>การรักษาอย่างต่อเนื่องสำคัญที่สุดใน โรคหอบหืด คนไข้ส่วนใหญ่ หรือแพทย์ส่วนใหญ่จะมองข้ามจุดสำคัญนี้ ทำให้ผลการรักษาไม่เป็นที่พึงพอใจของทั้งสองฝ่าย คนไข้ก็ว่าไม่หายสักที หมอก็ว่าคนไข้ไม่รู้เรื่องไม่ทำตามสั่ง</strong></p>
<p><strong><span style="background-color: #ffff00;">ผลการรักษา โรคหอบหืด ที่ควรเกิดขึ้นมีดังนี้</span><br />
</strong><br />
<img style="border: 0px initial initial;" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 โรคหอบหืด [Asthma]" width="15" height="15" /> สมรรถภาพปอดดีขึ้น<br />
<img style="border: 0px initial initial;" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 โรคหอบหืด [Asthma]" width="15" height="15" /> คนไข้สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ หรือเกือบปกติ รวมทั้งการออกกำลังกาย<br />
<img style="border: 0px initial initial;" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 โรคหอบหืด [Asthma]" width="15" height="15" /> อาการเรื้อรังที่น่าเบื่อหน่วยสำหรับคนไข้สิ้นสลายไปอาการ เช่น ไอ หายใจขัด แน่นหน้าอก<br />
<img style="border: 0px initial initial;" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 โรคหอบหืด [Asthma]" width="15" height="15" /> ป้องกันการกำเริบของโรคได้<br />
<img style="border: 0px initial initial;" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 โรคหอบหืด [Asthma]" width="15" height="15" /> ผลข้างเคียงจากยาควรจะไม่มี หรือมีน้อยที่สุด</p>
<p>ความเข้าใจที่สำคัญมาก คือ การอักเสบของเยื่อบุหลอดลมใน <strong>โรคหอบหืด </strong>นี้เป็นการอักเสบอย่างเรื้อรัง ต่อเนื่องที่กำเริบได้เป็นระยะ แม้เวลาที่คนไข้รู้สึกดี ไม่มีอาการไอ หรือหอบ ภาวะการอักเสบนี้ยังคงอยู่ตลอดเวลา</p>
<p><strong><span style="background-color: #ffff00;">ยาหลักที่ใช้ในการรักษา โรคหอบหืด<br />
</span></strong><br />
<strong><span style="color: #000080;"><span style="font-weight: normal;"><img style="border: 0px initial initial;" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 โรคหอบหืด [Asthma]" width="15" height="15" /></span></span><span style="color: #000080;"> ยาต้านการอักเสบ</span></strong></p>
<p><strong>ยาสเตียรอยด์</strong> เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา <strong>โรคหอบหืด </strong>สำหรับผู้ป่วยเด็ก และผู้ใหญ่ ยานี้มีทั้งรูปแบบยาเม็ดสำหรับรับประทาน และรูปแบบพ่นเข้าสู่หลอดลมโดยตรง อย่างไรก็ตาม ยาในรูปแบบพ่นถือได้ว่าเป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษาของคนไข้หอบหืดเรื้อรัง และมีความปลอดภัยสูง เพราะปริมาณยาที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายน้อย ซึ่งในปัจจุบันยังไม่พบผลข้างเคียงรุนแรงใดๆ จากการใช้ยานี้</p>
<p>ส่วนยาในรูปแบบรับประทานจะใช้รับประทาน เมื่อมีอาการกำเริบอย่างรุนแรงหรือไม่สามารถจะพ่นยาได้ และจะใช้ในระยะสั้นๆ เท่านั้น คือ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่หากผู้ป่วย <strong>โรคหอบหืด </strong>รับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอาจพบผลข้างเคียงขึ้นได้เช่น น้ำหนักตัวเพิ่ม ความดันโลหิตสูง ตาเป็นต้อ กระดูกผุ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และบวมตามที่ต่างๆ</p>
<p><strong>โครโมลิน และนิโดโครมิล</strong> เป็นยาพ่นที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน และลดการอักเสบที่จะเกิดขึ้นจากการออกกำลังกาย หรืออากาศเปลี่ยน</p>
<p><strong><span style="color: #000080;"><span style="font-weight: normal;"><img style="border: 0px initial initial;" title="this2" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" alt="this2 โรคหอบหืด [Asthma]" width="15" height="15" /></span></span><span style="color: #000080;"> ยาขยายหลอดลม</span></strong></p>
<p>ยาประเภทนี้จะช่วยขยาย หรือคลายกล้ามเนื้อรอบๆ หลอดลมที่หดเกร็งตัว</p>
<p><strong>ยากลุ่มเบต้าอะโกนิส</strong> ที่ใช้แพร่หลายคือยาพ่นแบบน้ำ และแบบผง อีกทั้งยังมียาเม็ด และยาน้ำในรูปแบบรับประทาน รวมทั้งรูปแบบที่ใช้กับเครื่องปั๊ม ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพในการขยายหลอดลมสูง นิยมใช้ในคนไข้ <strong>โรคหอบหืด </strong>ที่มีอาการกำเริบเฉียบพลัน แต่ไม่ควรใช้ติดต่อเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงในภายหลัง เพราะไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุที่แท้จริงของ <strong>โรคหอบหืด</strong></p>
<p><strong>ยากลุ่มแซนทีน</strong> ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และขยายหลอดลม สำหรับใช้ในคนไข้ <strong>โรคหอบหืด </strong>เรื้อรัง ในปัจจุบันจะพบได้ทั้งยาฉีดยาน้ำ และยาเม็ด ทั้งรูปแบบธรรมดา เพื่อเพิ่มความสะดวกในการรับประทาน ผลข้างเคียงพบได้น้อย มีความปลอดภัยสูง</p>
<p>ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก สสส. ,<a href="http://www.caremine.com" target="_self">www.caremine.com</a></p>
<p align="left"><a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://twitter.com/home/?status=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%B7%E0%B8%94+%5BAsthma%5D+http://tinyurl.com/yjr3e2q+%23caremine" title="Post to Twitter"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-twitter.png" alt="Post to Twitter" title="โรคหอบหืด [Asthma]" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%b7%e0%b8%94-asthma&amp;t=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%B7%E0%B8%94+%5BAsthma%5D" title="Post to Facebook"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-facebook.png" alt="Post to Facebook" title="โรคหอบหืด [Asthma]" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.myspace.com/Modules/PostTo/Pages/?l=3&amp;u=http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%b7%e0%b8%94-asthma&amp;t=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%B7%E0%B8%94+%5BAsthma%5D&amp;c=%3Cp%3EPowered+by+%3Ca+href%3D%22http%3A%2F%2Frichardxthripp.thripp.com%2Ftweet-this%22%3ETweet+This%3C%2Fa%3E%3C%2Fp%3E" title="Post to MySpace"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-myspace.png" alt="Post to MySpace" title="โรคหอบหืด [Asthma]" /></a></p><img src="http://www.caremine.com/?ak_action=api_record_view&id=1222&type=feed" alt=" โรคหอบหืด [Asthma]"  title="โรคหอบหืด [Asthma]" /><h3  class="related_post_title">เรื่องที่น่าสนใจ</h3><ul class="related_post"><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%94" title="บอกลาแพนด้า&#8230; ด้วยการนวด">บอกลาแพนด้า&#8230; ด้วยการนวด</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%8c-contact-lens" title="คอนแทคเลนส์">คอนแทคเลนส์</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%94-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%9a" title="มะเร็งปอด เคราะห์ร้าย ของคนไม่สูบ!">มะเร็งปอด เคราะห์ร้าย ของคนไม่สูบ!</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%88-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%88" title="กินเจ อาหารเจ อย่างถูกวิธี">กินเจ อาหารเจ อย่างถูกวิธี</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99" title="เตือนโรคกรดไหลย้อน โรคยอดฮิตของสาวออฟฟิศ">เตือนโรคกรดไหลย้อน โรคยอดฮิตของสาวออฟฟิศ</a> (1)</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%b7%e0%b8%94-asthma/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไส้เลื่อน [Inguinal hernia]</title>
		<link>http://www.caremine.com/%e0%b9%84%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-inguinal-hernia</link>
		<comments>http://www.caremine.com/%e0%b9%84%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-inguinal-hernia#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Nov 2009 06:16:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Pop_Phoenix</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคภัยไข้เจ็บ]]></category>
		<category><![CDATA[Inguinal hernia]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.caremine.com/?p=1207</guid>
		<description><![CDATA[ไส้เลื่อน (Inguinal hernia) เป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อยในเพศชาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ผนังบุช่องท้องมีความอ่อนแอ และความดันภายในช่องท้องดันเอาลำไส้ออกมาตรงตำแหน่งที่ผนังบุช่องท้องที่อ่อนแอนั้น โดยปกติภายในช่องท้องของคนเรา จะมีอวัยวะหลายอย่างอยู่ เช่น ตับ ถุงน้ำดี กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ไส้ติ่ง และลำไส้ใหญ่ เป็นต้น ช่องท้องจะมีผนังบุอยู่โดยรอบ และหากมีการอ่อนแอของผนังบุช่องท้อง และความดันในช่องท้องมีมากกว่าก็จะดันผนังช่องท้องให้โป่งออกมา และจะมีปัญหาเกิดขึ้น เมื่อมีลำไส้เคลื่อนตามออกมา บางครั้งลำไส้อาจเคลื่อนกลับเข้าไปในช่องท้องได้ก็จะไม่มีอาการอะไร ถ้าหากลำไส้ที่เคลื่อนออกมาแล้วกลับเข้าไปในช่องท้องไม่ได้ จะทำให้รู้สึกหน่วงๆ เวลายืนหรือเดิน ถ้าเกิดเป็นเวลานานๆ ลำไส้ที่เคลื่อนออกมาขาดเลือดมาเลี้ยงจะทำให้ลำไส้ตาย และเน่าได้จะก่อให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรงได้

ตำแหน่ง
ตำแหน่งของไส้เลื่อนที่พบได้บ่อย ได้แก่ บริเวณขาหนีบ และบริเวณลูกอัณฑะ บริเวณขาหนีบจะพบว่ามีก้อนหรือมีอะไรออกมาตุงอยู่ เพราะผนังบุช่องท้องบริเวณนั้นอ่อนแอ ความดันในช่องท้องจะดันเอาลำไส้ออกมา ส่วนบริเวณลูกอัณฑะก็เช่นเดียวกัน ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #ff0000;">ไส้เลื่อน (Inguinal hernia)</span></strong><span style="color: #333333;"> เป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อยในเพศชาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ผนังบุช่องท้องมีความอ่อนแอ และความดันภายในช่องท้องดันเอาลำไส้ออกมาตรงตำแหน่งที่ผนังบุช่องท้องที่อ่อนแอนั้น โดยปกติภายในช่องท้องของคนเรา จะมีอวัยวะหลายอย่างอยู่ เช่น ตับ ถุงน้ำดี กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ไส้ติ่ง และลำไส้ใหญ่ เป็นต้น ช่องท้องจะมีผนังบุอยู่โดยรอบ และหากมีการอ่อนแอของผนังบุช่องท้อง และความดันในช่องท้องมีมากกว่าก็จะดันผนังช่องท้องให้โป่งออกมา และจะมีปัญหาเกิดขึ้น เมื่อมีลำไส้เคลื่อนตามออกมา บางครั้งลำไส้อาจเคลื่อน<span id="more-1207"></span>กลับเข้าไปในช่องท้องได้ก็จะไม่มีอาการอะไร ถ้าหากลำไส้ที่เคลื่อนออกมาแล้วกลับเข้าไปในช่องท้องไม่ได้ จะทำให้รู้สึกหน่วงๆ เวลายืนหรือเดิน ถ้าเกิดเป็นเวลานานๆ ลำไส้ที่เคลื่อนออกมาขาดเลือดมาเลี้ยงจะทำให้ลำไส้ตาย และเน่าได้จะก่อให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรงได้</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px; text-align: center;"><span style="color: #333333;"><img class="size-full wp-image-1210 aligncenter" title="inguinal_hernia02" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/11/inguinal_hernia02.jpg" alt="inguinal hernia02 ไส้เลื่อน [Inguinal hernia]" width="280" height="349" /></span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #333333;"><strong><span style="color: #ff00ff;"><span style="text-decoration: underline;">ตำแหน่ง</span></span></strong></span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #008000;">ตำแหน่งของไส้เลื่อนที่พบได้บ่อย ได้แก่</span><span style="color: #333333;"> </span><span style="color: #008000;">บริเวณขาหนีบ และบริเวณลูกอัณฑะ บริเวณขาหนีบจะพบว่ามีก้อนหรือมีอะไรออกมาตุงอยู่</span><span style="color: #333333;"> เพราะผนังบุช่องท้องบริเวณนั้นอ่อนแอ ความดันในช่องท้องจะดันเอาลำไส้ออกมา ส่วนบริเวณลูกอัณฑะก็เช่นเดียวกัน ลำไส้จะเคลื่อนออกมาตามแนวของลูกอัณฑะ ที่เคลื่อนลงมาจากช่องท้อง ลงมาอยู่ในลูกอัณฑะ ทำให้พบว่าลูกอัณฑะมีขนาดใหญ่มากๆ ได้ โดยเฉพาะในรายที่ไม่ได้รับการรักษา</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px; text-align: center;"><span style="color: #333333;"><img class="size-full wp-image-1209 aligncenter" title="inguinal_hernia01" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/11/inguinal_hernia011.jpg" alt="inguinal hernia011 ไส้เลื่อน [Inguinal hernia]" width="170" height="355" /></span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;" align="center">
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;"><span style="text-decoration: underline;">การรักษา</span></span></strong></p>
<ol>
<li><span style="color: #333333;">การรักษาโรคไส้เลื่อนนี้ขึ้นอยู่กับอาการที่มี ว่ามากน้อยเพียงใด และเกิดบ่อยครั้งแค่ไหน ศัลยแพทย์จะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาว่าจำเป็นที่จะต้องผ่าตัดหรือไม่ ควรปรึกษาศัลยแพทย์ผู้รักษาถึงแนวทางการรักษาเสียแต่เนิ่นๆ</span></li>
<li><span style="color: #333333;">การรักษาโรคไส้เลื่อนนี้ขึ้นอยู่กับอาการที่มีว่ามากน้อยเพียงใด และเกิดบ่อยครั้งแค่ไหน แพทย์จะช่วยตัดสินใจ และเลือกวิธีการรักษาว่าจำเป็นที่จะต้องผ่าตัดหรือไม่ หลักการรักษาไส้เลื่อนทำได้โดยการผ่าตัดนำลำไส้กลับเข้าไปในช่องท้อง และเย็บซ่อมรูหรือตำแหน่งที่ลำไส้ออกมา </span><span style="color: #008000;">เทคนิกการผ่าตัดวิธีหนึ่งจะผ่าตัดบริเวณไส้เลื่อนเมื่อนำไส้กลับเข้าในช่องท้องแล้วก็เย็บซ่อมรู หรือจุดอ่อน ส่วนอีกวิธีหนึ่งจะใช้แผ่นสารสังเคราะห์เย็บปิดรูหรือจุดอ่อน</span></li>
<li><span style="color: #333333;">การผ่าตัดไส้เลื่อนที่ขาหนีบมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 200 ปี </span><span style="color: #008000;">ศัลยแพทย์ส่วนใหญ่ใช้การเย็บซ่อมซึ่งเป็นวิธีรักษาที่ใช้ได้ดี และเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก</span><span style="color: #333333;"> แต่มีข้อเสียคือ มีแรงดึงมาก และโอกาสที่จะเกิดโรคเป็นซ้ำใหม่มีมาก ดังนั้นเมื่อประมาณ 20 กว่าปีมานี้ได้มีผู้นำเอาวิธีผ่าตัดรักษาโดยลดแรงดึงหลายวิธีเข้ามาใช้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้สารสังเคราะห์ชนิดพิเศษเพื่อเย็บซ่อมในการผ่าตัดทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดจากทางด้านหน้า หรือการผ่าตัดจากทางด้านหลัง พบว่าวิธีผ่าตัดรักษาโดยลดแรงดึงมีโอกาสที่จะเกิดโรคเป็นซ้ำใหม่ต่ำกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีเก่า</span></li>
</ol>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-1211 aligncenter" title="inguinal_hernia03" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/11/inguinal_hernia03.jpg" alt="inguinal hernia03 ไส้เลื่อน [Inguinal hernia]" width="400" height="260" /></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;" align="center">
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;"><span style="text-decoration: underline;">การผ่าตัดไส้เลื่อนโดยใช้กล้อง</span></span></strong></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #333333;">หลักการเหมือนกับการผ่าตัดแบบดั้งเดิม แต่เทคนิคต่างกัน คือ ใช้กล้อง และเครื่องมือผ่าตัดด้วยกล้องเข้าไปช่วย ข้อดีของการผ่าตัดไส้เลื่อนโดยใช้กล้อง คือ แผลผ่าตัดเล็กกว่า กลับไปทำงานได้เร็วกว่า ข้อด้อยคือ ต้องทำโดยศัลยแพทย์ผู้มีความชำนาญเฉพาะ ต้องดมยาสลบ และค่าใช้จ่ายสูงกว่า ว่าไปแล้วการผ่าตัดไส้เลื่อนโดยใช้กล้องมีวิวัฒนาการประมาณสิบกว่าปีมานี้เอง และมีเทคนิกการผ่าตัดไค้หลายวิธี </span><strong><span style="color: #008000;">วิธีแรก</span></strong><span style="color: #008000;">เป็นการผ่าตัดวิธีแรกเริ่มเมื่อมีผู้นำเอาการผ่าตัดด้วยกล้องมารักษาไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ ซึ่งทำแบบง่ายๆ คือ</span><span style="color: #333333;"> </span><span style="color: #008000;">เข้าไปในช่องท้อง แล้วเข้าไปปิดรูไส้เลื่อน และเย็บติดกับเยื่อบุช่องท้องโดยตรง <strong>วิธีนี้มีข้อเสีย</strong> คือจะไม่แข็งแรง เลื่อนหลุดได้ง่าย โอกาสที่จะเกิดไส้เลื่อนเป็นซ้ำใหม่ได้ง่ายกว่า และอาจจะเกิดพังผืดในท้อง และลำไส้อาจทะลุได้ <strong>วิธีที่สอง</strong>เป็นการผ่าตัดในช่องท้อง โดยผ่าตัดเปิดเยื่อบุช่องท้องออกแล้วปิดส่วนที่เปิดอ้า แล้วเย็บเยื่อบุช่องท้องปิดทับอีกที โอกาสที่จะเกิดไส้เลื่อนเป็นซ้ำใหม่น้อยกว่า<strong> แต่มีข้อเสีย</strong>คือใช้เวลาทำการผ่าตัดนานกว่า และเกิดพังผืด และลำไส้อุดตันได้มากกว่า และ<strong>วิธีสุดท้าย</strong>เป็นการผ่าตัดที่ศัลยแพทย์ผู้มีความชำนาญเฉพาะส่วนใหญ่นิยมทำกันมาก เป็นวิธีผ่าโดยไม่ต้องเข้าไปในช่องท้อง โดยทำให้เกิดช่องว่างภายนอกโดยใช้บอลลูน แล้วเข้าไปปิดทางเปิดได้เช่นเดียวกัน โดยไม่ต้องเสียเวลาในการเย็บเยื่อบุช่องท้อง</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;" align="center">
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;"><span style="text-decoration: underline;">การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัดและเมื่อกลับบ้าน</span></span></strong></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #333333;">ควรระวังไม่ให้แผลเปียกชื้น จนกว่าจะตัดไหม ห้ามแกะ เกา ล้วงบริเวณแผล เพื่อป้องกันไม่ให้แผลติดเชื้อ หรือเป็นหนอง ขณะไอหรือจามให้ใช้ฝ่ามือ หรือผ้าหนานุ่มกดประคองแผลได้ หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ ห้ามทำงานหนัก หรือยกของหนัก อย่างน้อย 2 เดือน ดูและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ถ้าเป็นหวัด เจ็บคอ หรือไอจามบ่อยๆ ควรรีบพบแพทย์ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ รวมทั้งผัก ผลไม้ และดื่มน้ำมากๆ เพื่อไม่ให้ท้องผูก ควรใส่กางเกงในที่กระชับ หรือสปอร์ตเตอร์สำหรับนักกีฬา เพื่อช่วยประคองแผล ลดความเจ็บปวด ถ้ามีอาการปวดแผลมาก ควรรับประทานยาบรรเทาปวดตามแพทย์สั่ง ควรสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น เช่น มีไส้เลื่อนเกิดซ้ำ แผลแยกหรือบวม แผลมีน้ำเหลืองซึม มีไข้ ปวดท้อง ให้รีบมาพบแพทย์</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px; text-align: center;"><span style="color: #333333;"><img class="size-full wp-image-1212 aligncenter" title="inguinal_hernia04" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/11/inguinal_hernia04.jpg" alt="inguinal hernia04 ไส้เลื่อน [Inguinal hernia]" width="300" height="225" /></span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;" align="center">
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;"><span style="text-decoration: underline;">ในกรณีที่เริ่มเป็น ยังไม่รุนแรง และยังไม่อักเสบ</span></span></strong></p>
<ol>
<li><strong><span style="color: #006699;">การรักษาจะเป็นการดูแลด้วยตัวเอง</span></strong><span style="color: #333333;"> ได้แก่ การบริหารร่างกาย โดยเฉพาะการออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าท้อง ซึ่งต้องเป็นการบริหารเฉพาะมัดกล้ามเนื้อ โดยให้ได้กล้ามเนื้อหน้าเต็ม แต่ไม่ให้เกิดแรงดันมากที่ช่องท้อง เพราะจะทำให้เกิดแรงดันให้ไส้เลื่อนมามากกว่าเดิม ต้องได้รับคำแนะนำจากนักกายภายบำบัด หรือผู้เชี่ยวชาญของระบบกล้ามเนื้อโดยตรง จะปลอดภัยกว่า</span></li>
<li><strong><span style="color: #006699;">ร่วมกับการหลีกเลี่ยงจากภาวะที่จะทำให้เกิดแรงดันมากที่ช่องท้อง </span></strong><span style="color: #333333;">ได้แก่ ไม่ไอ/จามแรงๆ หากต้องไอต้องประคองหน้าท้องเอาไว้ ไม่ยกของหนักจนเกินไป กินอาหารประเภทผักผลไม้ให้มาก ไม่รับประทานประเภทที่มีไขมันมากเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องมีไขมันสะสมมาก จะทำให้อ่อนแรงมากด้วย</span></li>
<li><strong><span style="color: #006699;">ทางที่ดีที่สุดคือป้องกันไว้จะดีกว่า </span></strong><span style="color: #333333;">ด้วยการทำให้ร่างกายฟิตอยู่เสมอ ออกกำลังกายถูกวิธี รักษาสภาวะโครงสร้างร่างกายให้สมดุล บริหารร่างกายแบบที่ได้ระบบการหายใจและการไหลเวียนของเลือด และบริหารกล้ามเนื้อเฉพาะมัดด้วย เน้นกล้ามเนื้อมัดลึก มัดที่เป็นหลักในการทำให้โครงสร้างมั่นคง พยุงส่วนอวัยวะต่างๆ ไว้ เช่น กล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อหลังชั้นลึก กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน</span></li>
</ol>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-1213 aligncenter" title="inguinal_hernia05" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/11/inguinal_hernia05.jpg" alt="inguinal hernia05 ไส้เลื่อน [Inguinal hernia]" width="250" height="253" /></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;" align="center">
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #993300;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff00ff;">โครงร่างช่วยสร้างเนื้อเยื่อใหม่</span></span></span></strong></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #333333;">ผู้ที่มีภาวะไส้เลื่อนจะมีอาการเจ็บบริเวณที่มีก้อนโป่งนูน โดยก้อนดังกล่าวจะยุบลง และหายไปในเวลานอน แต่หากใช้มือลูบหรือยืนจะเห็นก้อนดังกล่าวชัดเจน ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดมากขณะขับถ่าย เพราะต้องออกแรงเบ่ง หากไม่รักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก้อนดังกล่าวจะขยาย และไม่สามารถดันกลับเข้าไปในช่องท้องได้ บางครั้งส่งผลให้ลำไส้เกิดการบิดจนทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยง สุดท้ายลำไส้อาจเน่า ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยปวดท้องอย่างรุนแรง บางรายอาจเสียชีวิตในที่สุด การรักษาในอดีตจะทำการผ่าตัด โดยการตัดหรือเลาะถุงไส้เลื่อนออก แล้วเย็บปิดด้วยผนังหน้าท้องของผู้ป่วย วิธีนี้ไม่ดีพอ เนื่องจากในระยะยาวจะส่งผลให้กล้ามเนื้อเสื่อมสภาพ และผู้ป่วยกลับมาเป็นไส้เลื่อนอีก ล่าสุดได้วิจัย และพัฒนาวัสดุโครงร่างช่วยสร้างเนื้อเยื่อใหม่ เรียกว่า </span><span style="color: #008000;">Mesh Plug </span><span style="color: #333333;">เพื่อช่วยผู้ป่วยผ่าตัดไส้เลื่อน โดยวัสดุดังกล่าวผลิตจากพอลิเมอร์สังเคราะห์ มีลักษณะเป็นร่างแหสำหรับใช้ในการปกคลุมแผลผ่าตัดแทนการใช้เนื้อจากผนังช่องท้องของผู้ป่วยมาปิดเหมือนในอดีต พอลิเมอร์ชนิดนี้จะกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาห่อหุ้มบริเวณแผลผ่าตัดจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน และวัสดุดังกล่าวจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเยื่อใหม่ทันที โดยไม่เกิดพิษใดๆ การพัฒนานี้ได้ทดสอบประสิทธิภาพกับผู้ป่วยอาสาสมัคร พบว่าหลังการผ่าตัดได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ไม่มีการติดเชื้อใดๆ และจากการติดตามระยะยาวพบว่า อัตราการกลับเป็นซ้ำของโรคลดลงถึงร้อยละ 1-10</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #333333;">ขอบคุณ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ, <a style="color: #ff00ff; text-decoration: underline; padding: 0px; margin: 0px;" href="http://%20www.caremine.com/" target="_self">www.caremine.com</a> | <a style="color: #ff00ff; text-decoration: underline; padding: 0px; margin: 0px;" href="http://www.caremine.com/aboutme/term-of-use" target="_blank">Term of use</a></span></p>
<p align="left"><a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://twitter.com/home/?status=%E0%B9%84%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99+%5BInguinal+hernia%5D+http://tinyurl.com/yfgkpsr+%23caremine" title="Post to Twitter"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-twitter.png" alt="Post to Twitter" title="ไส้เลื่อน [Inguinal hernia]" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.caremine.com/%e0%b9%84%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-inguinal-hernia&amp;t=%E0%B9%84%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99+%5BInguinal+hernia%5D" title="Post to Facebook"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-facebook.png" alt="Post to Facebook" title="ไส้เลื่อน [Inguinal hernia]" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.myspace.com/Modules/PostTo/Pages/?l=3&amp;u=http://www.caremine.com/%e0%b9%84%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-inguinal-hernia&amp;t=%E0%B9%84%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99+%5BInguinal+hernia%5D&amp;c=%3Cp%3EPowered+by+%3Ca+href%3D%22http%3A%2F%2Frichardxthripp.thripp.com%2Ftweet-this%22%3ETweet+This%3C%2Fa%3E%3C%2Fp%3E" title="Post to MySpace"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-myspace.png" alt="Post to MySpace" title="ไส้เลื่อน [Inguinal hernia]" /></a></p><img src="http://www.caremine.com/?ak_action=api_record_view&id=1207&type=feed" alt=" ไส้เลื่อน [Inguinal hernia]"  title="ไส้เลื่อน [Inguinal hernia]" /><h3  class="related_post_title">เรื่องที่น่าสนใจ</h3><ul class="related_post"><li><a href="http://www.caremine.com/noodle" title="กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อย เสี่ยงโรคความดันสูง">กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อย เสี่ยงโรคความดันสูง</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%81" title="พิษคางคก">พิษคางคก</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%8c-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad" title="โรคเกาต์ โรคปวดข้อที่ป้องกันได้">โรคเกาต์ โรคปวดข้อที่ป้องกันได้</a> (1)</li><li><a href="http://www.caremine.com/3-%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87-yoga" title="3 ท่าโยคะเพิ่มความสูง Yoga">3 ท่าโยคะเพิ่มความสูง Yoga</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87" title="ภูมิแพ้ทางอาหาร ร้ายแรงแค่ไหน?">ภูมิแพ้ทางอาหาร ร้ายแรงแค่ไหน?</a> (0)</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.caremine.com/%e0%b9%84%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-inguinal-hernia/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การนอนกัดฟัน [Bruxism]</title>
		<link>http://www.caremine.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99-bruxism</link>
		<comments>http://www.caremine.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99-bruxism#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 03 Nov 2009 03:23:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Pop_Phoenix</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[Bruxism]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพปาก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.caremine.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99-bruxism</guid>
		<description><![CDATA[การนอนกัดฟัน (Bruxism) เป็นการขบเคี้ยวฟันที่ไม่ใช่การทำงานตามหน้าที่ที่ถูกต้อง อาจเกิดขึ้นในขณะนอนหลับ หรืออาจเกิดขึ้นได้ในเวลากลางวัน ขณะที่นั่งทำงานเผลอๆ หรือในขณะที่มีความเครียด การนอนกัดฟันมักจะเกิดขณะที่นอนหลับไม่ลึก หรือหลับไม่สนิท การใช้ฟันขบเขี้ยวเคี้ยวกันในเวลาที่ไม่ได้กินอาหาร เชื่อว่าเป็นการทำงานที่ไม่ถูกต้องทั้งสิ้น และไม่เกิดผลดีใดๆ มีแต่ผลเสียต่างๆ ดังนี้

กล้ามเนื้อทำงานมากกว่าปกติ
ฟันสึก
ทำให้ปวดที่ข้อต่อขากรรไกรได้

การนอนกัดฟัน ทำให้ฟันในปากสึกกร่อนเร็วกว่าปกติมีอาการเสียวฟัน และอาจจะทำให้ฟันแตกได้ บางรายทำให้เกิดการเจ็บบริเวณหู เจ็บข้อต่อขากรรไกร และถ้าฟันสึกมากๆ อาจจะทำให้ใบหน้าสั้นกว่าปกติ และสิ่งสำคัญที่สุด คือ ก่อให้เกิดความรำคาญ และเสียสุขภาพจิตแก่คนนอนร่วมห้องเดียวกัน
อาการนอนกัดฟันที่เกิดขึ้นมานั้นอาจจะไม่มีผลเสียใดๆ ต่อโครงสร้างต่างๆ ภายในช่องปากเลย หรืออาจจะทำให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้นได้มากมายเลยก็ได้ อาการที่มักจะเกิดเมื่อมีอาการนอนกัดฟัน คือ ฟันสึกอย่างรุนแรง เกิดอาการปวด ตึง หรืออ่อนแรงของกล้ามเนื้อ เกิดความผิดปกติที่ข้อต่อขากรรไกร ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">การนอนกัดฟัน (Bruxism)</span></strong><span style="color: #333333;"> เป็นการขบเคี้ยวฟันที่ไม่ใช่การทำงานตามหน้าที่ที่ถูกต้อง อาจเกิดขึ้นในขณะนอนหลับ หรืออาจเกิดขึ้นได้ในเวลากลางวัน ขณะที่นั่งทำงานเผลอๆ หรือในขณะที่มีความเครียด การนอนกัดฟันมักจะเกิดขณะที่นอนหลับไม่ลึก หรือหลับไม่สนิท การใช้ฟันขบเขี้ยวเคี้ยวกันในเวลาที่ไม่ได้กินอาหาร เชื่อว่าเป็นการทำงานที่ไม่ถูกต้องทั้งสิ้น และไม่เกิดผลดีใดๆ มีแต่ผลเสียต่างๆ ดังนี้<span id="more-1197"></span></span></p>
<ul>
<li><span style="color: #333333;">กล้ามเนื้อทำงานมากกว่าปกติ</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ฟันสึก</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ทำให้ปวดที่ข้อต่อขากรรไกรได้</span></li>
</ul>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #008000;">การนอนกัดฟัน ทำให้ฟันในปากสึกกร่อนเร็วกว่าปกติมีอาการเสียวฟัน และอาจจะทำให้ฟันแตกได้ บางรายทำให้เกิดการเจ็บบริเวณหู เจ็บข้อต่อขากรรไกร และถ้าฟันสึกมากๆ อาจจะทำให้ใบหน้าสั้นกว่าปกติ และสิ่งสำคัญที่สุด คือ ก่อให้เกิดความรำคาญ และเสียสุขภาพจิตแก่คนนอนร่วมห้องเดียวกัน</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #333333;">อาการนอนกัดฟันที่เกิดขึ้นมานั้นอาจจะไม่มีผลเสียใดๆ ต่อโครงสร้างต่างๆ ภายในช่องปากเลย หรืออาจจะทำให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้นได้มากมายเลยก็ได้ อาการที่มักจะเกิดเมื่อมีอาการนอนกัดฟัน คือ ฟันสึกอย่างรุนแรง เกิดอาการปวด ตึง หรืออ่อนแรงของกล้ามเนื้อ เกิดความผิดปกติที่ข้อต่อขากรรไกร อาการปวดศีรษะ อาจพบว่าในผู้ที่ใส่ปลอมแบบติดแน่นอยู่ ฟันปลอมที่ใส่อาจจะถูกทำลายลงในระยะเวลาเพียง 6-9 เดือน อ้าปากไม่ขึ้น มีเสียงดังที่ข้อต่อขากรรไกรขณะอ้าหรือหุบปาก ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้อาจเกิดขึ้นเพียงอาการใดอาการหนึ่ง หรือเกิดพร้อมๆ กันทุกอาการเลยก็ได้</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px; text-align: center;"><span style="color: #333333;"><img class="size-full wp-image-1199 aligncenter" title="Bruxism01" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/11/Bruxism01.jpg" alt="Bruxism01 การนอนกัดฟัน [Bruxism]" width="200" height="200" /></span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;" align="center">
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">อาการ</span></strong></p>
<ol>
<li><span style="color: #333333;">ลักษณะการเกิดอาการนอนกัดฟัน จะมีความแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย และพบว่าแม้แต่ในผู้ป่วยคนเดียวกัน จะมีอาการนอนกัดฟันที่แตกต่างกันไป ในการนอนแต่ละคืนอีกด้วย</span></li>
<li><span style="color: #333333;">พบว่าการนอนกัดฟันมีแนวโน้มที่จะ</span><span style="color: #008000;">สัมพันธ์ กับความเครียดในชีวิตประจำวัน </span><span style="color: #333333;">หรือเกิดในช่วงชีวิตของผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านร่างกาย หรือจิตใจ ในผู้ป่วยบางรายจะมีอาการนอนกัดฟัน ในช่วงสัปดาห์ที่มีปัญหาเรื่องงาน ในสตรีที่กำลังมีรอบเดือน หรือในผู้ป่วยบางคนก็อาจจะไม่มีระยะเวลา หรือวงจรที่แน่นอนของการนอนกัดฟันก็ได้</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ผู้ป่วยเป็นจำนวนมากที่ไม่ทราบว่าตัวเองมีอาการนอนกัดฟันอยู่ พบว่ามีเพียง 10% ของผู้ใหญ่ และ 5% ของเด็กที่นอนกัดฟันเท่านั้นที่ทราบว่าตัวเองมีอาการนอนกัดฟัน ซึ่งคนเหล่านั้นมักจะทราบว่าตัวเองนอนกัดฟันจากการได้ยินเสียงนอนกัดฟันของตัวเอง หรือจากเพื่อน หรือคนที่นอนใกล้ๆ แจ้งให้ทราบ</span></li>
</ol>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;" align="center">
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">สาเหตุ</span></strong></p>
<ol>
<li><span style="color: #333333;">เกิดจากมีสิ่งกีดขวางการทำงานของฟันในขณะบดเคี้ยว สิ่งกีดขวางเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการกัดฟันหรือขบเขี้ยวเคี้ยวฟันขึ้น หรืออาจเกิดจากโรคปริทันต์ที่</span><span style="color: #008000;">มีการเจ็บปวดพื้นผิวของริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม</span><span style="color: #333333;"> เป็นต้น</span></li>
<li><span style="color: #333333;">มีการศึกษามากมาย ที่พยายามจะอธิบายถึง สาเหตุของอาการนอนกัดฟัน และมีหลักฐานยืนยันแล้วว่า สภาพของจิตใจและอารมณ์ มีส่วนสัมพันธ์กับการนอนกัดฟัน ระดับอาการของการนอนกัดฟัน จะมีความแตกต่างกันมากในผู้ป่วยแต่ละราย โดยจะมีส่วนสัมพันธ์กับความเครียด ภาวะอารมณ์ และภาวะฉุกเฉินที่มีในชีวิตประจำวัน เช่น การหย่าร้าง การตกงาน หรือช่วงการสอบคัดเลือก เป็นต้น ความวิตกกังวลในเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นก็สามารถทำให้เกิดอาการนอนกัดฟันได้ ประสบการณ์ทางอารมณ์ในช่วงที่เราตื่นนอนอยู่ จะไปมีอิทธิพลต่อช่วงที่เรานอนหลับได้ในหลายๆด้าน แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีท่านใดสามารถหาคำอธิบายถึงสาเหตุของเหตุการณ์นี้ได้</span></li>
<li><span style="color: #008000;">ความเครียดทางจิตใจ</span><span style="color: #333333;"> เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการขบเขี้ยวเคี้ยวฟันได้ในขณะที่อยู่เฉยๆ หรืออาจจะ เกิดในขณะนอนหลับได้ ความเครียด ทางจิตใจที่เกิดจากการข่มระงับ อารมณ์ไว้ ไม่ให้แสดงความก้าวร้าว ดุดัน อารมณ์เคร่งเครียดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการนอนกัดฟัน</span></li>
</ol>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-1200 aligncenter" title="Bruxism02" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/11/Bruxism02.jpg" alt="Bruxism02 การนอนกัดฟัน [Bruxism]" width="200" height="328" /></p>
<ol>
<li><span style="color: #333333;">บางรายอาจเกิดจาก</span><span style="color: #008000;">การฝัน การสบขอบฟันที่ผิดปกติ ฟันซ้อนเก โรคในช่องปาก ฟันผุ เหงือกอักเสบ</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ผู้ป่วยที่มีอาการนอนกัดฟันจะมีบุคลิกภาพ และอารมณ์แตกต่างจากคนปกติทั่วไป กล่าวคือ จะมีบุคลิกภาพที่มีแนวโน้มที่จะเกิด หรือเพิ่มความเครียดได้ง่าย เป็นคนที่มีอารมณ์ก้าวร้าว และเป็นคนที่วิตกกังวลได้ง่าย แต่มักไม่พบว่ามีความผิดปกติ ของระบบประสาทเข้ามาร่วมด้วย</span></li>
<li><span style="color: #333333;">อาการนอนกัดฟัน อาจมีสาเหตุมาจากยาที่รับประทานก็ได้ ยาที่เคยมีรายงานว่าทำให้เกิดอาการนอนกัดฟันได้ คือ แอมเฟตามีนที่ใช้ร่วมกับ L-dopa, ยา fenfluramine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของแอมเฟตามีน และมีรายงานว่า พบการนอนกัดฟันในผู้ป่วยที่เป็นโรค Tardive Dyskinesia ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลมาจากการใช้ยา phenothiazine เป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ จะสามารถทำให้เกิดอาการนอนกัดฟันได้</span></li>
</ol>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-1201 aligncenter" title="Bruxism03" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/11/Bruxism03.jpg" alt="Bruxism03 การนอนกัดฟัน [Bruxism]" width="399" height="392" /></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;" align="center">
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">การวินิจฉัย</span></strong></p>
<ol>
<li><span style="color: #333333;">จากประวัติอาการ</span></li>
<li><span style="color: #333333;">พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสภาพการทำงานของฟันขณะบดเคี้ยว</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ในผู้ที่มีอาการนอนกัดฟันทั้งหมด จะมีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่จะทำให้เกิดเสียงที่สามารถได้ยินได้ ดังนั้นการที่จะให้การวินิจฉัยว่าตัวเองนอนกัดฟันนั้น จึงจำเป็นที่ต้องอาศัยการตรวจอย่างละเอียดโดยทันตแพทย์ โดยทันตแพทย์จะพิจารณาองค์ประกอบอีกหลายๆ อย่าง อาทิเช่น ลักษณะการสึกของฟัน ลักษณะของกล้ามเนี้อ และอื่นๆ โดยเฉพาะอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อขากรรไกรเมื่อตื่นนอนขึ้นมา มักจะเป็นลักษณะที่พบมากในคนที่นอนกัดฟัน</span></li>
</ol>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-1202 aligncenter" title="Bruxism04" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/11/Bruxism04.jpg" alt="Bruxism04 การนอนกัดฟัน [Bruxism]" width="400" height="400" /></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;" align="center">
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #800000;">การรักษา</span></strong></p>
<ol>
<li><span style="color: #333333;">เมื่อทันตแพทย์ปรับการสบของฟันให้ถูกต้องแล้ว การนอนกัดฟันอาจจะลดน้อยลงหรือหายไป หรือทันตแพทย์จะต้องแก้ไขโรค ปริทันต์ พื้นผิวของริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม ที่มีการระคายเคืองออกให้หมด จะช่วยลดการนอนกัดฟันได้<img class="size-full wp-image-1204 alignright" title="Bruxism05" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/11/Bruxism05.jpg" alt="Bruxism05 การนอนกัดฟัน [Bruxism]" width="200" height="222" /></span></li>
<li><span style="color: #333333;">แก้ไขสาเหตุของความ เครียด แต่ในขณะที่ยังแก้สาเหตุความเครียดไม่ได้ ให้พบทันตแพทย์เพื่อทำเครื่องมือไปใช้ใส่ขณะนอน เพื่อป้องกันไม่ให้กัดลงบนฟันแต่ให้กัดลงบนเครื่องมือแทน ฟันจะได้ไม่สึก</span></li>
<li><span style="color: #333333;">การใส่เครื่องมือนี้จะช่วยเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยหรือความเคยชินในการขบเขี้ยวเคี้ยวลักษณะเดิมได้ ซึ่งต่อไปสักระยะหนึ่งจะทำให้เลิกนอนกัดฟันได้</span></li>
<li><span style="color: #333333;">การทำสมาธิเพื่อให้นอนหลับสนิท รวมถึงการกินยานอนหลับและยาคลายกล้ามเนื้อก่อนนอนคงทำให้อาการลดน้อยลง</span></li>
<li><span style="color: #333333;">การใส่เฝือกฟันบนและ/หรือฟันล่างตามคำแนะนำของทันตแพทย์ ใส่นอนไปชั่วระยะเวลาหนึ่งอาการจะดีขึ้น การทำเฝือกฟันนั้นไม่ยาก เพียงไปพบทันตแพทย์ ทันตแพทย์จะพิมพ์แบบและทำเฝือกฟันเฉพาะบุคคลซึ่งมีลักษณะคล้ายกับยางกันฟันของนักมวยหรือนักกีฬา</span></li>
<li><span style="color: #333333;">ราคาการทำเฝือกฟันโดยประมาณ 300-500 บาท หรืออาจมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเฝือกฟัน</span></li>
</ol>
<p>ขอบคุณ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ, <a href="http:// www.caremine.com" target="_self">www.caremine.com</a> | <a href="http://www.caremine.com/aboutme/term-of-use" target="_blank">Term of use</a></p>
<p align="left"><a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://twitter.com/home/?status=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%99+%5BBruxism%5D+http://tinyurl.com/y9a4pjw+%23caremine" title="Post to Twitter"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-twitter.png" alt="Post to Twitter" title="การนอนกัดฟัน [Bruxism]" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.caremine.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99-bruxism&amp;t=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%99+%5BBruxism%5D" title="Post to Facebook"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-facebook.png" alt="Post to Facebook" title="การนอนกัดฟัน [Bruxism]" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.myspace.com/Modules/PostTo/Pages/?l=3&amp;u=http://www.caremine.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99-bruxism&amp;t=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%99+%5BBruxism%5D&amp;c=%3Cp%3EPowered+by+%3Ca+href%3D%22http%3A%2F%2Frichardxthripp.thripp.com%2Ftweet-this%22%3ETweet+This%3C%2Fa%3E%3C%2Fp%3E" title="Post to MySpace"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-myspace.png" alt="Post to MySpace" title="การนอนกัดฟัน [Bruxism]" /></a></p><img src="http://www.caremine.com/?ak_action=api_record_view&id=1197&type=feed" alt=" การนอนกัดฟัน [Bruxism]"  title="การนอนกัดฟัน [Bruxism]" /><h3  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง</h3><ul class="related_post"><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87" title="ประโยชน์หมากฝรั่งที่คิดไม่ถึง">ประโยชน์หมากฝรั่งที่คิดไม่ถึง</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99" title="วิธีป้องกันไม่ให้เป็นร้อนใน">วิธีป้องกันไม่ให้เป็นร้อนใน</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5" title="การแปรงฟันให้ถูกวิธี">การแปรงฟันให้ถูกวิธี</a> (1)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%87%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81-%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99" title="โรคเหงือก ข้าศึกร้ายทำลายฟันสวย">โรคเหงือก ข้าศึกร้ายทำลายฟันสวย</a> (0)</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.caremine.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99-bruxism/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Incretin Hormones</title>
		<link>http://www.caremine.com/incretin-hormones</link>
		<comments>http://www.caremine.com/incretin-hormones#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 25 Oct 2009 14:43:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Pop_Phoenix</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[Incretin Hormones]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.caremine.com/?p=1181</guid>
		<description><![CDATA[Incretin Hormones เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร และมีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน ถูกนำมาใช้รักษาโรคเบาหวานมากขึ้นในปัจจุบัน อินคริตินฮอร์โมนเกิดขึ้นเมื่ออาหารผ่านลงไปในทางเดินอาหารส่วนต้น เช่น กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนดูโอดินัม เซลล์เยื่อบุทางเดินอาหารจะสร้างอินคริตินฮอร์โมนออกมาสู่กระแสเลือด ไปมีผลต่อเบต้าเซลล์ของตับอ่อน กระตุ้นให้ทำการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน ในคนปกติพบว่าอินคริตินฮอร์โมนมีผลมากถึงร้อยละ 50-70 ที่จะกระตุ้นตับอ่อนให้สร้างฮอร์โมนอินซูลิน

บทบาทและหน้าที่ของอินคริตินฮอร์โมน
บทบาทและหน้าที่ของอินคริตินฮอร์โมนเป็นที่รู้กันมานานแล้ว นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ยี่สิบ ดร.ซันซ์ และ ดร.ลาแบร์ เป็นผู้ค้นพบอินคริตินฮอร์โมน และรายงานผลการศึกษาลงในวารสารการแพทย์ครั้งแรกในโลกเมื่อปี 1929 นำเสนอการค้นพบว่า อินคริตินฮอร์โมนเป็นสารที่กระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลิน ในครั้งนั้นทั้งสองท่านค้นพบอินคริตินฮอร์โมนจากการสกัดลำไส้เล็กส่วนดูโอนัม ซึ่งเป็นสำไส้เล็กส่วนแรกสุดถัดจากกระเพาะอาหาร
อินคริตินฮอร์โมนเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหารชนิด K-cells และ L-cells ร่างกายสร้างอินคริตินฮอร์โมน เมื่อมีอาหารเคลื่อนมาถึงกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น แล้วมีผลให้เซลล์ตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน ความสัมพันธ์ระหว่างเซลล์ตับอ่อนชนิดที่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนอินซูลิน กับเซลล์ของเยื่อบุทางเดินอาหารที่สร้างอินคริตินฮอร์โมน เรียกว่า ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #800000;"><strong><span style="color: #ff0000;">Incretin Hormones</span></strong></span> เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร และมีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน ถูกนำมาใช้รักษาโรคเบาหวานมากขึ้นในปัจจุบัน อินคริตินฮอร์โมนเกิดขึ้นเมื่ออาหารผ่านลงไปในทางเดินอาหารส่วนต้น เช่น กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนดูโอดินัม เซลล์เยื่อบุทางเดินอาหารจะสร้างอินคริตินฮอร์โมนออกมาสู่กระแสเลือด ไปมีผลต่อเบต้าเซลล์ของตับอ่อน กระตุ้นให้ทำการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน ในคนปกติพบว่าอินคริตินฮอร์โมนมีผลมากถึงร้อยละ 50-70 ที่จะกระตุ้นตับอ่อนให้สร้างฮอร์โมนอินซูลิน<span id="more-1181"></span></span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="font-family: Tahoma;"><img class="size-full wp-image-1182 alignright" title="SupplJFP0808_incretins_5-fig1" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/10/SupplJFP0808_incretins_5-fig1.jpg" alt="SupplJFP0808 incretins 5 fig1  Incretin Hormones" width="300" height="218" /></span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #800000;">บทบาทและหน้าที่ของอินคริตินฮอร์โมน</span></strong></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #008000;">บทบาทและหน้าที่ของอินคริตินฮอร์โมนเป็นที่รู้กันมานานแล้ว</span> นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ยี่สิบ ดร.ซันซ์ และ ดร.ลาแบร์ เป็นผู้ค้นพบอินคริตินฮอร์โมน และรายงานผลการศึกษาลงในวารสารการแพทย์ครั้งแรกในโลกเมื่อปี 1929 นำเสนอการค้นพบว่า อินคริตินฮอร์โมนเป็นสารที่กระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลิน ในครั้งนั้นทั้งสองท่านค้นพบอินคริตินฮอร์โมนจากการสกัดลำไส้เล็กส่วนดูโอนัม ซึ่งเป็นสำไส้เล็กส่วนแรกสุดถัดจากกระเพาะอาหาร</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #008000;">อินคริตินฮอร์โมนเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหารชนิด K-cells และ L-cells</span> ร่างกายสร้างอินคริตินฮอร์โมน เมื่อมีอาหารเคลื่อนมาถึงกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น แล้วมีผลให้เซลล์ตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน ความสัมพันธ์ระหว่างเซลล์ตับอ่อนชนิดที่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนอินซูลิน กับเซลล์ของเยื่อบุทางเดินอาหารที่สร้างอินคริตินฮอร์โมน เรียกว่า entero-insular axis นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต่อสมองส่วนควบคุมการกินที่เป็นศูนย์กลางความรู้สึกหิว-อิ่มอีกด้วย</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #800000;">Incretin Effect</span></strong></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #008000;">ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ กลไกทางสรีรวิทยาที่ควบคุมการสร้างและหลั่งอินคริตินฮอร์โมน</span> รวมทั้งกลไกการออกฤทธิ์ของอินคริตินฮอร์โมน หรือที่เรียกว่า &#8220;incretin effect&#8221; ปัจจุบันพบว่า คนไข้โรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน หรือ type 2 diabetes ทุกรายจะมี incretin effect ลดลง หรือมีการตอบสนองต่อผลของฮอร์โมนอินคริตินลดน้อยลง จึงเป็นหลักการสำคัญที่นำมาใช้เป็นแนวทางการรักษาใหม่ในปัจจุบัน ซึ่งเท่าที่มีรายงานการศึกษาวิจัยในช่วงสองปีหลังมานี้ พบว่าผลการรักษาโรคเบาหวานดีขึ้นกว่าเดิมมาก อินคริตินฮอร์โมนชนิดที่สำคัญและนำมาพัฒนาเป็นยาเบาหวานรุ่นใหม่มีสองชนิด มีชื่อเรียกว่า GIP และ GLP-1</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px; text-align: center;"><span style="font-family: Tahoma;"><img class="size-full wp-image-1183 aligncenter" title="GIP_GLP-1_cht_1" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/10/GIP_GLP-1_cht_1.gif" alt="GIP GLP 1 cht 1  Incretin Hormones" width="400" height="344" /></span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #800000;">GIP (gastric inhibitory polypeptide) คืออะไร</span></strong></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #008000;">GIP ถูกค้นพบในปี 1971 เป็นฮอร์โมนชนิดกรดอะมิโน 42 ตัวเรียงกัน</span> สร้างจากเซลล์ชนิด K-cells ในเยื่อบุทางเดินอาหาร โดยสร้างมากที่ลำไส้ส่วนดูโอนินัมและเจจูนัม อาหารประเภทแป้งและน้ำตาล รวมทั้งอาหารไขมัน เป็นตัวกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน GIP ที่สำคัญ ในคนปกติจะมีค่าครึ่งชีวิต 7 นาที สามารถพบตัวรับ (receptor) ของฮอร์โมน GIP ที่เซลล์ตับอ่อนเป็นจำนวนมาก ชื่อเต็มๆ ของ GIP คือ gastric inhibitory polypeptide</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;" align="center">
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #800000;">GLP-1 (glucagon-like peptide-1) คืออะไร</span></strong></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #008000;">GLP-1 มีชื่อเต็มว่า glucagon-like peptide-1 ถูกค้นพบในปี 1982</span> เป็นโปรตีนที่สร้างจากกลูคากอนยีน glucagon gene โครงสร้างประกอบด้วยกรดอะมิโน 30/31 ตัวเรียงกัน สร้างจากเซลล์ชนิด L-cells ของลำไส้เล็กส่วนไอเลียมและลำไส้ใหญ่ส่วนต้น พบตัวรับ (receptor) ของฮอร์โมน GLP-1 ที่เซลล์ตับอ่อน สมอง หัวใจ ไต และทางเดินอาหาร GLP-1 เป็นสายเปปไทด์ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 30/31 ตัว โดยสร้างและหลั่งออกมาจากเซลล์ชนิด enteroendocrine L cells เซลล์ดังกล่าวพบได้เป็นส่วนใหญ่ที่ ลำไส้เล็กส่วนปลาย และลำไส้ใหญ่ พบได้ประปรายที่ลำไส้เล็กส่วนต้น</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #008000;">กลไกการออกฤทธิ์ลดการหลั่งฮอร์โมนกลูคากอน</span> จะเกิดขึ้นในภาวะที่น้ำตาลในเลือดปกติ หรือระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเท่านั้น และจะไม่เกิดขึ้นในภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ นอกจากนี้ ยังพบว่า GLP-1 มีผลต่อเบต้าเซลล์ในตับอ่ออน ทำให้มีการแบ่งตัวมากขึ้น อายุของเบต้าเซลล์ยาวนานขึ้นอีกด้วย GLP-1 มีผลทำให้อาหารผ่านลำไส้ช้าลง เป็นการลดระดับน้ำตาลภายหลังมื้ออาหาร</span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px; text-align: center;"><span style="font-family: Tahoma;"><img class="size-full wp-image-1184 aligncenter" title="incretin01" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/10/incretin01.jpg" alt="incretin01  Incretin Hormones" width="250" height="172" /></span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="font-family: Tahoma; color: #800000;">การรักษาโรคเบาหวานชนิด incretin-based therapies</span></strong></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="font-family: Tahoma;">เป็นแนวทางใหม่สำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินสุลิน โดยใช้ยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนอินคริติน และใช้ยาที่ออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนอินคริติน</span></p>
<ol>
<li><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #008000;">ยาออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของอินคริตินฮอร์โมน เรียกว่า Incretin Enhancers</span> ยาในกลุ่ม Incretin enhancers ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งเอ็นซัยม์ DPP-4 ซึ่งเป็นเอ็นซัยม์ย่อยสลาย GLP-1 ทำให้ระดับของ GLP-1 เพิ่มขึ้น และเสริมฤทธิ์ของ incretin hormones</span>
<ul>
<li><span style="font-family: Tahoma;">Vildagliptin เป็นยาที่ผลิตโดยบริษัท Novartis ? Vildagliptin (เดิมเรียกว่า LAF237) เป็นยาที่ออกฤทธิ์เพิ่มระดับ GLP-1 อาจใช้เป็นยาตัวเดียว monotherapy หรือใช้ร่วมกับยาเบาหวานชนิดอื่น ๆ</span></li>
<li><span style="font-family: Tahoma;">MK 431 เป็นยาที่ผลิตโดยบริษัท Merck ? MK 431 เป็นยาชนิดรับประทาน ออกฤทธิ์เพิ่มการหลั่งอินสุลิน และลดระดับของกลูคากอน นอกจากนี้จากการศึกษาพบว่าสามารถลดระดับฮีโมโกลบิน A1C อย่างมีนัยสำคัญ</span></li>
</ul>
</li>
<li><span style="font-family: Tahoma;"><span style="color: #008000;">ยาที่ออกฤทธิ์เหมือน GLP-1 เรียกว่า GLP-1 Analogues</span> ได้แก่</span>
<ul>
<li><span style="font-family: Tahoma;">Exenatide (Amylin/Lilly) ? เป็นยาฉีดวันละสองครั้ง ได้รับอนุมัติจาก FDA เมื่อเดือนเมษายน 2005 Exenatide เป็นสารสังเคราะห์จาก exendin-4 ซึ่งเป็นฮอร์โมนในน้ำลายของกิ้งก่าชนิด Gila monster ซึ่งเป็นกิ้งก่าพื้นเมืองในอเมริกาตอนใต้ มีสมบัติทางเคมีคล้ายคลึงกับ human GLP-1</span></li>
<li><span style="font-family: Tahoma;">Liraglutide (Novo Nordisk) ? เป็นยาฉีดวันละครั้ง ออกฤทธิ์ลดระดับของกลูคากอน และเพิ่มปริมาณของเบต้าเซลล์ในตับอ่อน เชื่อว่าอาจมีคุณสมบัติทำให้เบต้าเซลล์เกิด regeneration ได้อีกด้วย</span></li>
<li><span style="font-family: Tahoma;">DAC:GLP-1 (ConjuChem) ? เป็น GLP-1 analogue ลดระดับกลูโคสในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งวัน รวมทั้งระดับน้ำตาลตอนเช้าหลังอดอาหาร เป็นยาที่ออกฤทธิ์นาน มีความปลอดภัยสูง และไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางอิมมูน</span></li>
</ul>
</li>
</ol>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;">ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ, <a href="http://www.caremine.com" target="_self">www.caremine.com</a></p>
<p align="left"><a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://twitter.com/home/?status=Incretin+Hormones+http://tinyurl.com/yjolkgj+%23caremine" title="Post to Twitter"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-twitter.png" alt="Post to Twitter" title=" Incretin Hormones" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.caremine.com/incretin-hormones&amp;t=Incretin+Hormones" title="Post to Facebook"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-facebook.png" alt="Post to Facebook" title=" Incretin Hormones" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.myspace.com/Modules/PostTo/Pages/?l=3&amp;u=http://www.caremine.com/incretin-hormones&amp;t=Incretin+Hormones&amp;c=%3Cp%3EPowered+by+%3Ca+href%3D%22http%3A%2F%2Frichardxthripp.thripp.com%2Ftweet-this%22%3ETweet+This%3C%2Fa%3E%3C%2Fp%3E" title="Post to MySpace"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-myspace.png" alt="Post to MySpace" title=" Incretin Hormones" /></a></p><img src="http://www.caremine.com/?ak_action=api_record_view&id=1181&type=feed" alt="  Incretin Hormones"  title=" Incretin Hormones" /><h3  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง</h3><ul class="related_post"><li><a href="http://www.caremine.com/insulin-receptor" title="Insulin Receptor">Insulin Receptor</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b3-hypoglycemia" title="ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ในผู้เป็นเบาหวาน (Hypoglycemia)">ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ในผู้เป็นเบาหวาน (Hypoglycemia)</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3" title="มหัศจรรย์สมุนไพรไทย ต้านโรคคนเมืองอยู่หมัด">มหัศจรรย์สมุนไพรไทย ต้านโรคคนเมืองอยู่หมัด</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%95-%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2" title="ใช้ชีวิตแบบไหน โรคไต ถามหา">ใช้ชีวิตแบบไหน โรคไต ถามหา</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/5%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2" title="5 โรคร้าย ที่คุณผู้ชายควรระวัง">5 โรคร้าย ที่คุณผู้ชายควรระวัง</a> (0)</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.caremine.com/incretin-hormones/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Insulin Receptor</title>
		<link>http://www.caremine.com/insulin-receptor</link>
		<comments>http://www.caremine.com/insulin-receptor#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 25 Oct 2009 14:25:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Pop_Phoenix</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[Insulin]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.caremine.com/?p=1168</guid>
		<description><![CDATA[อินซูลิน Insulin เป็นฮอร์โมนที่สำคัญและเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง สร้างจากกลุ่มเซลล์ภายในตับอ่อน ตับอ่อนเป็นอวัยวะภายในช่องท้องโดยอยู่ทางด้านหลังของกระเพาะอาหาร นอกจากผลิตฮอร์โมนอินซูลินแล้ว ตับอ่อนยังผลิตน้ำย่อยและฮอร์โมนชนิดอื่นอีกด้วยอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเมื่อถูกดูดซึมจากลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดจะกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลิน



ตัวรับอินซูลิน
เซลล์ทั่วร่างกายมีตัวรับอินซูลินที่เยื่อหุ้มเซลล์เรียกว่า insulin receptor ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดขบวนการดึงกลูโคสจากเลือดเข้าสู่ภายในเซลล์ insulin receptor จัดเป็นสมาชิกของโปรตีนในกลุ่ม tyrosine kinase receptors
หลักการทำงานของตัวรับอินซูลิน insulin receptor คือการเติมฟอสเฟตเข้าไปใน tyrosines ซึ่งสารเริ่มต้นกระบวนการ เรียกว่า &#8220;IRS1&#8243; หรือ &#8220;insulin receptor substrate 1&#8243; จะเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดโมเลกุลของ glucose transporter (Glut4) เพิ่มมากขึ้น ที่บริเวณส่วนนอกของเยื่อหุ้มเซลล์ของเนื้อเยื่อต่างๆ ที่ตอบสนองต่ออินซูลิน ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><strong><span style="color: #008000;">อินซูลิน <a href="http://www.caremine.com/tag/insulin" target="_blank">Insulin</a> <span style="color: #000000; font-weight: normal; font-size: 13px;">เป็นฮอร์โมนที่สำคัญและเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง สร้างจากกลุ่มเซลล์ภายในตับอ่อน ตับอ่อนเป็นอวัยวะภายในช่องท้องโดยอยู่ทางด้านหลังของกระเพาะอาหาร นอกจากผลิตฮอร์โมนอินซูลินแล้ว ตับอ่อนยังผลิตน้ำย่อยและฮอร์โมนชนิดอื่นอีกด้วยอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเมื่อถูกดูดซึมจากลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดจะกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลิน<span id="more-1168"></span><br />
</span></span></strong></h3>
<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #008000;"><span style="color: #000000; font-weight: normal; font-size: 13px;"><img class="size-full wp-image-1173 aligncenter" title="Insulin001" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/10/Insulin001.jpg" alt="Insulin001 Insulin Receptor" width="300" height="300" /></span></span></strong></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;" align="center">
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><span style="color: #993300;"><strong><span style="text-decoration: underline;">ตัวรับอินซูลิน</span></strong></span></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #008000;">เซลล์ทั่วร่างกายมีตัวรับอินซูลินที่เยื่อหุ้มเซลล์เรียกว่า insulin receptor</span></strong> ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดขบวนการดึงกลูโคสจากเลือดเข้าสู่ภายในเซลล์ insulin receptor จัดเป็นสมาชิกของโปรตีนในกลุ่ม tyrosine kinase receptors</p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #008000;">หลักการทำงานของตัวรับอินซูลิน insulin receptor</span></strong> คือการเติมฟอสเฟตเข้าไปใน tyrosines ซึ่งสารเริ่มต้นกระบวนการ เรียกว่า &#8220;IRS1&#8243; หรือ &#8220;insulin receptor substrate 1&#8243; จะเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดโมเลกุลของ glucose transporter (Glut4) เพิ่มมากขึ้น ที่บริเวณส่วนนอกของเยื่อหุ้มเซลล์ของเนื้อเยื่อต่างๆ ที่ตอบสนองต่ออินซูลิน เช่น เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ตับ เซลล์ไขมัน เป็นต้น</p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #008000;">จากนั้นจึงเกิดกระบวนการเคลื่อนย้ายกลูโคสจากเลือดเข้าสู่ภายในเซลล์</span></strong> โมเลกุลของ glucose transporter (Glut4) ถูกเคลื่อนย้ายมาสู่ผิวของเซลล์ และก่อให้เกิดการดึงกลูโคสเข้าสู่เซลล์อย่างสมบูรณ์</p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px; text-align: center;"><img class="size-full wp-image-1175 aligncenter" title="Insulin002" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/10/Insulin002.jpg" alt="Insulin002 Insulin Receptor" width="300" height="172" /></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;" align="center">
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #993300;"><span style="text-decoration: underline;">ผู้ป่วยโรคเบาหวาน</span></span></strong></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #008000;">ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่หนึ่ง type 1 diabetes</span></strong> ร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกาย ปัจจุบันสามารถเลือกใช้ได้ทั้งอินซูลินชนิดฉีด ชนิดปั๊ม และชนิดสูดดม</p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #008000;">ในขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองtype 2 diabetes</span></strong> ร่างกายไม่ได้ขาดอินซูลินแต่พบว่าปัญหาอยู่ที่ตัวรับอินซูลินหรือที่เรียกว่า insulin receptor ได้มีการศึกษาภาวะนี้อย่างกว้างขวางและการแพทย์ในปัจจุบันเข้าใจการเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินมากขึ้น</p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #008000;">การรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้</span></strong>จึงต้องใช้ยาที่ลดภาวะดื้อต่ออินซูลินและในบางครั้งจำเป็นต้องให้อินซูลินร่วมด้วย เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่มักพบเกิดขึ้นร่วมกับภาวะน้ำตาลในเลือดสูง</p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #993300;">ประวัติการค้นพบอินซูลิน</span></span></strong></p>
<ol>
<li><span style="color: #00ccff;"><strong><span style="color: #3366ff;">อินซูลินเป็นฮอร์โมนชนิดแรกที่สังเคราะห์ขึ้นได้</span></strong></span> ค้นพบโดย Banting และ Best ในปี 1922 ซึ่งถือเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การแพทย์ยุคใหม่ การศึกษาครั้งนั้นเขาได้ทำการผูกท่อภายในตับอ่อนสุนัขจำนวนมาก รอเวลาจนกระทั่งเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างน้ำย่อยในตับอ่อนสุนัขเหล่านั้นตายจนหมดสิ้นและถูกทำลายโดยระบบภูมิคุ้มกันตามกลไกทางธรรมชาติ</li>
<li><strong><span style="color: #3366ff;">จากนั้นจึงได้นำกลุ่มเซลล์ที่สร้างฮอร์โมนมาสกัด</span></strong> พบว่าเป็นโปรตีนโมเลกุลเล็กที่ต่อมาได้มีการศึกษาวิจัยส่วนประกอบทางเคมีเพิ่มเติมอีกมากมาย</li>
<li><strong><span style="color: #3366ff;">ต่อมาในปี 1955 Sanger ค้นพบโครงสร้างปฐมภูมิของอินซูลิน</span></strong> และได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานดังกล่าว อินซูลินถือว่าเป็นโปรตีนชนิดแรกในโลกที่มนุษย์รู้จักลำดับของกรดอะมิโนอย่างสมบูรณ์ที่สุด</li>
<li><strong><span style="color: #3366ff;">ในปี 1969 ได้มีการศึกษาโครงสร้างสามมิติของอินซูลินนำมาซึ่งการศึกษาโปรตีนชนิดอื่นๆอีกมากมาย</span></strong> ศาสตร์แขนงนี้ปัจจุบันเรียกว่า proteomics ซึ่งจะเป็นความท้าทายการศึกษาวิจัยทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพในยุคหลังจีโนมิกส์ที่กำลังจะมาถึงในเร็ววันนี้</li>
</ol>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #993300;">โครงสร้างของอินซูลิน</span></span></strong></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #008000;">จนพบว่าอินซูนลินมีน้ำหนักโมเลกุลเพียง 5808 ดาลตัน</span></strong> ประกอบขึ้นด้วยกรดอะมิโนทั้งหมด 51 ตัว โมเลกุลของอินซูลินประกอบด้วยกรดอะมิโนเรียงตัวกันเป็นโซ่เอ chain A และโซ่บี chain B และมีเปปไทด์เชื่อมให้เป็นสายเดียวกัน สายเอมีกรดอะมิโน 21 ตัว สายบีมีกรดอะมิโน 30 ตัว สายเอและสายบีเชื่อมกันโดย disulfide bond สองพันธะภายในสายเอยังมี disulfide bond อีกหนึ่งพันธะ</p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px; text-align: center;"><img class="size-full wp-image-1176 aligncenter" title="Insulin003" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/10/Insulin003.jpg" alt="Insulin003 Insulin Receptor" width="400" height="423" /></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;" align="center">
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #993300;">ฮอร์โมนในกลุ่มเดียวกับอินซูลิน</span></span></strong></p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #008000;">อินซูลินเป็นฮอร์โมนใน family</span></strong> หรือกลุ่มเดียวกันกับไอจีเอฟ insulin-like growth factors (IGF-1 and IGF-2) และรีแล็กซิน relaxin ซึ่งกำลังทวีความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบัน ได้มีการศึกษาอย่างกว้างขวางและนำมาประยุกต์ใช้ในการบำบัดรักษาหลายโรคหลายภาวะด้วยกัน ฮอร์โมนในตระกูลนี้ทั้งสี่ชนิดมีความสามารถในการช่วยให้เซลล์เจริญเติบโต</p>
<p style="margin-top: 10px; margin-bottom: 15px;"><strong><span style="color: #008000;">ข้อแตกต่างที่สำคัญเพียงประการเดียวคือ</span></strong> อินซูลินมีบทบาทเด่นเกี่ยวกับเมตาบอลิก หมายถึงการใช้พลังงานของเซลล์ ในขณะที่ไอจีเอฟและรีแล็กซินมีบทบาทเด่นในเรื่องการเจริญเติบโตของเซลล์และการพัฒนาเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าที่ของเซลล์ ในอนาคตอันใกล้เราจะได้ยินเรื่องราวของสารกลุ่มนี้มากขึ้นอย่างแน่นอน</p>
<p>ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ<br />
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ,?<a href="http://www.caremine.com" target="_self">www.caremine.com</a></p>
<p align="left"><a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://twitter.com/home/?status=Insulin+Receptor+http://tinyurl.com/yzbubyg+%23caremine" title="Post to Twitter"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-twitter.png" alt="Post to Twitter" title="Insulin Receptor" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.facebook.com/share.php?u=http://www.caremine.com/insulin-receptor&amp;t=Insulin+Receptor" title="Post to Facebook"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-facebook.png" alt="Post to Facebook" title="Insulin Receptor" /></a> <a target="_blank" rel="nofollow" class="tt" href="http://www.myspace.com/Modules/PostTo/Pages/?l=3&amp;u=http://www.caremine.com/insulin-receptor&amp;t=Insulin+Receptor&amp;c=%3Cp%3EPowered+by+%3Ca+href%3D%22http%3A%2F%2Frichardxthripp.thripp.com%2Ftweet-this%22%3ETweet+This%3C%2Fa%3E%3C%2Fp%3E" title="Post to MySpace"><img class="nothumb" src="http://www.caremine.com/wp-content/plugins/tweet-this/icons/tt-myspace.png" alt="Post to MySpace" title="Insulin Receptor" /></a></p><img src="http://www.caremine.com/?ak_action=api_record_view&id=1168&type=feed" alt=" Insulin Receptor"  title="Insulin Receptor" /><h3  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง</h3><ul class="related_post"><li><a href="http://www.caremine.com/incretin-hormones" title=" Incretin Hormones"> Incretin Hormones</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b3-hypoglycemia" title="ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ในผู้เป็นเบาหวาน (Hypoglycemia)">ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ในผู้เป็นเบาหวาน (Hypoglycemia)</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3" title="มหัศจรรย์สมุนไพรไทย ต้านโรคคนเมืองอยู่หมัด">มหัศจรรย์สมุนไพรไทย ต้านโรคคนเมืองอยู่หมัด</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%95-%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2" title="ใช้ชีวิตแบบไหน โรคไต ถามหา">ใช้ชีวิตแบบไหน โรคไต ถามหา</a> (0)</li><li><a href="http://www.caremine.com/5%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2" title="5 โรคร้าย ที่คุณผู้ชายควรระวัง">5 โรคร้าย ที่คุณผู้ชายควรระวัง</a> (0)</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.caremine.com/insulin-receptor/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
