<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.8.6" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>Caremine.com &#124; เว็บไซต์การดูแลสุขภาพ สุขภาพ ความสวย ความสวยความงาม การลดความอ้วน หุ่นดีด้วยการดูแลแบบธรรมชาติ</title>
	<link>http://www.caremine.com</link>
	<description>Health ความสวย การลดความอ้วน หุ่นดีด้วยการดูแลแบบธรรมชาติ บทความการดูแลสุขภาพโดยวิธีธรรมชาติ ประโยชน์ของการรับประทานอาหาร รู้ถึงการป้องกันตนเอง และการ  ดูแลตนเองจากโรคมะเร็ง เบาหวาน และอื่น ๆ</description>
	<lastBuildDate>Tue, 15 Dec 2009 06:09:14 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	

<!-- Start Of Script Generated By WP-PostViews Plus -->
<script type='text/javascript' src='http://www.caremine.com/wp-includes/js/jquery/jquery.js?ver=1.3.2'></script>
<script type="text/javascript">
/* <![CDATA[ */
/* ]]> */
</script>
<!-- End Of Script Generated By WP-PostViews Plus -->
	<item>
		<title>ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis)</title>
		<description>ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis) ในสภาวะปกติเลือดที่จะไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดในสภาพของเหลวได้เนื่องจากมีขบวนการที่เรียกว่า ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis) ขบวนการดังกล่าวประกอบด้วย 4 ส่วนประกอบหลัก คือ หลอดเลือด เกล็ดเลือด การสร้างลิ่มเลือด และการสลายลิ่มเลือด

ขบวนการห้ามเลือดเป็นขบวนการทางชีวเคมีที่สำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมให้เลือดคงสภาพเป็นของเหลวไหลเวียนเป็นปกติอยู่ภายในหลอดเลือด และเปลี่ยนสภาพเป็นลิ่มเลือด เพื่อให้เลือดหยุด เมื่อมีการทำลายของหลอดเลือด ทั้งนี้จะต้องอาศัยความสมดุลระหว่างสองขบวนการสำคัญ ได้แก่ ขบวนการแข็งเป็นลิ่มของเลือด และขบวนการสลายลิ่มเลือด ซึ่งขบวนการเหล่านี้ต้องทำงานร่วมกันเป็นระบบจึงจะมีประสิทธิภาพ และต้องอยู่ในภาวะสมดุล ถ้าเกิดการเสียสมดุลจะทำให้เกิดความผิดปกติ เช่น ถ้าเกิดการเสียสมดุลของการทำงานของระบบห้ามเลือด ก็จะทำให้มีภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติ หรือมีภาวะการแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือด หรือเกิดภาวะเลือดแข็งตัวเป็นลิ่มได้ง่ายผิดปกติ
หน้าที่ของหลอดเลือดในการห้ามเลือด


	เมื่อหลอดเลือดได้รับอันตราย เกิดการฉีกขาด และเกิดรอยรั่ว หลอดเลือดจะหดตัว เป็นการจำกัดจำนวนเลือดไม่ให้สูญเสียออกไป
	ขบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และทันทีที่หลอดเลือดได้รับอันตราย และถูกควบคุมโดยระบบประสาท และฮอร์โมน โดยเฉพาะจาก adrenaline, ADP, kinins, และ thromboxane ซึ่งเป็นสารที่สร้างมาจากเกล็ดเลือด
	เซลล์เยื่อบุผนังหลอดเลือด จะสร้างสารที่จำเป็นสำหรับการสร้างลิ่มเลือดขึ้น และเมื่อเกิดอันตรายขึ้นกับชั้นเยื่อบุภายในหลอดเลือด จะทำให้ชั้นใต้เยื่อบุภายในหลอดเลือด สัมผัสกับเลือด และส่วนประกอบของเลือด ทำให้เกล็ดเลือดที่อยู่ในกระแสเลือดถูกกระตุ้น และมาเกาะกลุ่มกันอยู่ตรงบริเวณนั้น
	นอกจากนั้นจะเกิดการกระตุ้นปัจจัยแข็งตัวของเลือดชนิดอินทรินซิคให้ทำงาน ...</description>
		<link>http://www.caremine.com/%e0%b8%82%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94-hemostasis</link>
			</item>
	<item>
		<title>คอนแทคเลนส์</title>
		<description>คอนแทคเลนส์ เลนส์สัมผัส หรือที่เราเรียกกันทับศัพท์ง่ายๆ ว่า คอนแทคเลนส์นั้น เป็นวิวัฒนาการทางจักษุวิทยาที่นำมาใช้แทนแว่นตา ช่วยแก้ปัญหา และขจัดความรำคาญของการใช้แว่นตา เสริมสร้างบุคลิกให้ผู้ที่มีสายตาผิดปกติให้มีความสวยงามเหมือนธรรมชาติ ไม่มีร่องรอยของแว่นตา และทำให้การมองเห็นภาพได้ชัดเจน เสมือนตาปกติโดยไม่ต้องใช้แว่นตา บางครั้งทำให้สะดวก และปลอดภัยในขณะที่เล่นกีฬาแทนการใส่แว่นตา

การใช้เลนส์สัมผัสนั้นเริ่มในราวปี ค.ศ.1930 สมัยก่อนทำด้วยแก้วใส มีลักษณะคล้ายๆ กระจกนาฬิกากลมๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอาจจะยาวหรือสั้นกว่าตาดำประมาณ 1 ม.ม. มีหลายขนาดแล้วแต่ว่าบริษัทนั้นๆ จะผลิตขนาดไหน โดยทั่วๆ ไปแล้วรูปร่างของเลนส์สัมผัสจะคล้ายๆ กระจกนาฬิกากลมๆ อันหนึ่ง ความโค้ง ความใส ก็คล้ายกระจกนาฬิกาแบบกลม แก้วที่ทำเลนส์สัมผัสนั้นในระยะต่อมาพบว่าคุณภาพไม่ดี จึงมีการคิดค้นใหม่โดยใช้สารตัวหนึ่งชื่อว่า โพลีเมทิลเมทาครัยเลต (polymethymethacrylate) ตัวย่อคือ PMMA แทน สารตัวนี้เป็นพลาสติกใสชนิดพิเศษที่สังเคราะห์ขึ้นมา มีคุณสมบัติดีกว่าแก้วมาก คือ เบา และใส ปฏิกิริยาที่จะเกิดกับดวงตาน้อยกว่าเลนส์ที่ทำด้วยแก้ว
วัตถุที่นำมาทำเลนส์สัมผัสจะต้องเป็นวัตถุที่ทำให้สายตาดีขึ้น ปลอดภัย ไม่เป็นพิษ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ โดยเฉพาะกับเนื้อเยื่อของดวงตา คงทนพอสมควร สามารถจะให้ก๊าซออกซิเจนหรืออากาศผ่านเข้า-ออกได้ ไม่สลายตัว ...</description>
		<link>http://www.caremine.com/%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%8c-contact-lens</link>
			</item>
	<item>
		<title>โรควุ้นในตาเสื่อม</title>
		<description>

โรควุ้นในตาเสื่อม โดย วิลาสิณี
เป็นแล้วไม่รักษาตาบอดได้เชียวนะ

 หากคุณรู้สึกว่าเห็นยุงบินรอบ ๆ ตัว แต่ตบเท่าไหร่ก็ไม่โดน หรือมองเห็นสิ่งแปลกปลอม เช่น หยากไย่ จุด เส้น ลอยไปลอยมาในตา นั่นอาจจะเป็นอาการของ "โรควุ้นในตาเสื่อม" ที่เกิดในลูกตาของคุณก็ได้!!


นพ.พัฒน ธัญญกิตติกุล ประจำภาควิชาจักษุวิทยา วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล มาเล่าเรื่องของโรคนี้ให้เราฟังกันอย่างง่าย ๆ

อาการ โรควุ้นในตาเสื่อม

เวลาลืมตาจะมองเห็นอะไรกวนตาเป็นรูปหยากไย่ ตาข่าย จุด เส้น วง ลอยไปลอยมา หรือบางคนบอกว่าเห็นเหมือนยุง แต่ปัดเท่าไหร่ ๆ ก็ไม่มียุงนี่นา และจะอันตรายสุด ๆ ถ้าในเวลาค่ำหรือในที่มืด คุณเห็นแสงคล้ายฟ้าแล่บแปล๊บ ๆ เพราะอะไรก็ต้องติดตามกันต่อข้างล่างนะคะ

สาเหตุ โรควุ้นในตาเสื่อม

คุณหมอบอกว่าในลูกตากลม ๆ ของเรานี้จะมีวุ้นใสอยู่ตรงกลาง ระหว่างเลนส์กับจอประสาทตา และเมื่อคุณอายุ 40 วุ้นตรงนี้ก็จะเริ่มชราภาพ จากลักษณะเป็นวุ้นก็จะกลายเป็นของเหลว วุ้นที่เละจนเหลวนี่เอง เมื่อเรากลอกตาวุ้นก็จะกระเพื่อม กลายเป็นสิ่งที่เรามองเห็นเป็นจุด เป็นเส้น ที่รบกวนสายตาเรานั่นเอง

และการกลอกตาไปมาจะมีแรงกระชาก ให้จอประสาทตาให้ฉีกขาด ...</description>
		<link>http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1</link>
			</item>
	<item>
		<title>โปรตีน ตัวช่วยของสาวอยากผอม</title>
		<description>


“โปรตีน” ตัวช่วยของสาวอยากผอม


หากสาวอวบอย่างคุณเมื่อเห็นสาวเอวบางร่างน้อย แต่งตัวเซ็กซี่แล้วเกิดอาการอิจฉาตาร้อน อยากจะลุกขึ้นมาโชว์หุ่นกับเขาดูบ้าง แต่ก่อนที่จะตัดสินใจทําอย่างนั้น WP ขอแนะให้มาอ่านข้างล่างนี้กันก่อนดีไหม เผื่อจะช่วยให้คุณไม่ต้องตกเป็นประเด็นฮอตให้คนอื่นเขาแอบเอาไปเม้าท์กัน


วิธีที่ WP จะนํามาแนะนําในวันนี้ คือ การกินโปรตีนครับ อ๊ะๆ คงนึกไม่ถึงละสิว่าโปรตีนนี่น่ะเหรอจะช่วยให้ฉันผอมได้ อย่าเพิ่งดูถูกไปนะครับ เพราะเขาได้มีการทดลองออกมายืนยันแล้วว่า คนที่กินโปรตีนสูงจะมีแนวโน้มที่จะลดน้ำหนักได้มากกว่ากลุ่มที่กินโปรตีนน้อยหรือไม่กินเลย ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะโปรตีนมีส่วนช่วยในการเพิ่มอัตราเมตาบอลิซึ่มให้กับร่างกาย ซึ่งนั่นก็หมายถึงคุณจะเผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น 




นอกจากนี้ โปรตีนยังช่วยทําให้ระดับไนโตรเจนในร่างกายเกิดความสมดุล ซึ่งจะมีผลให้มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น ช่วยให้อัตราการดูดซึมกลูโคสในกระแสเลือดช้าลงซึ่งจะทําให้ไม่ค่อยหิว และช่วยลดระดับ อินซูลินทําให้การเผาผลาญไขมันเป็นไปได้ง่ายขึ้นด้วยครับ





แหล่งโปรตีนหาได้จากไหน
โดยปกติแล้ว ร่างกายจะสามารถสร้างกรดอะมิโนขึ้นมาเองได้ 80% ที่เหลืออีก 20% จะต้องรับจากการกินเข้าไป ซึ่งแหล่งของกรดอะมิโนเหล่านี้ หาได้จากอาหารที่มีโปรตีนสูง อย่างเช่น



เคซีน - หรือโปรตีนจากนมซึ่งเป็นที่โปรดปรานของกล้ามเนื้อมาก ช่วยทําให้กล้ามเนื้อกระชับ เพิ่มการสังเคราะห์และยับยั้งการย่อยสลายโปรตีน จากการศึกษาพบว่า ถ้าเรากินอาหารที่มีเคซีนเข้าไป มันจะไปเกาะกันเป็นก้อนอยู่ในรูปของวุ้นที่กระเพาะ ทําให้อาหารเคลื่อนตัวช้าลง เป็นเหตุให้กรดอะมิโนถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น นอกจากนี้ เคซีนยังช่วยในเรื่องของการเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ เพิ่มระดับ HDL และช่วยคลายอาการปวดของกล้ามเนื้อและข้อต่อด้วยครับ



ถั่วเหลือง - มีโปรตีนสูงถึงร้อยละ 34 ซึ่งมากกว่าโปรตีนจากเนื้อหมูประมาณ 2 ...</description>
		<link>http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%b5%e0%b8%99-%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%ad%e0%b8%a1</link>
			</item>
	<item>
		<title>เรื่องจริงของโรค ฮ่องกงฟุต</title>
		<description>

เรื่องจริงของโรคฮ่องกงฟุต
 คุณคงเคยได้ยินชื่อ โรคฮ่องกงฟุต กันมาบ้างแล้ว ...โรคใกล้ตัวที่คุณก็มีโอกาสเป็นได้ 

 คืออาการคันที่เกิดจากเชื้อราที่เท้า ซึ่งคอยก่อกวนบรรดานักกีฬาที่นิยมออกกำลังจนเหงื่อออก เท้าอับชื้น เสมอ ๆ ไม่เพียงแต่เหล่านักกีฬาที่มักเป็นโรคนี้ แต่คุณเองที่บางทีอาจแค่นั่ง ๆ นอน ๆ ดูโทรทัศน์อยู่กับบ้านก็มีโอกาสเป็นเชื้อราที่เท้าได้เหมือนกัน ใครที่เป็นถ้าไม่รีบรักษา ปล่อยไว้อาจลุกลามจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง

เรื่องน่ารู้ของโรคฮ่องกงฟุต 

 1. เมื่ออากาศร้อน ๆ และเท้าชื้นมาก ๆ ประกอบกับมีเหงื่อออกด้วย จึงเป็นบ่อเกิดของเชื้อราที่เรียกว่า Dermatophytes เนื่องจากเชื้อราจะเจริญและแพร่พันธุ์ได้ดีมากในอากาศร้อนชื้น

 2. Tinea คือ ชื่อสามัญของการติดเชื้อที่ผิวหนัง Tinea pedis (pedis หมายถึง เท้า ในภาษาลาติน) คือโรคเชื้อราที่เท้า Jock itch หรือ tinea cruris (cruris หมายถึง ขา) คือการติดเชื้อที่ผิวหนังบริเวณขาหนีบ ต้นขา ...</description>
		<link>http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ae%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b8%b8%e0%b8%95</link>
			</item>
	<item>
		<title>โรคหอบหืด [Asthma]</title>
		<description>

โรคหอบหืด คืออะไร ?

 ชื่อ โรคหอบหืด นี้เรียกตามอาการของคนไข้ โดยอาการ หอบหืด เกิดจากการหดตัวหรือตีบตันของช่องทางเดินหายใจส่วนหลอดลม ทำให้อากาศเข้าสู่ปอดน้อยลง

ปัจจัยที่ทำให้เกิดการตีบตันของหลอดลม คือ

การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบๆ หลอดลม
 การบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม
 เสมหะจำนวนมากที่คั่งค้างอยู่ภายในหลอดลม

การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบๆ หลอดลม แท้จริงแล้วเป็นผลจากอักเสบของเยื่อบุหลอดลม การอักเสบส่วนใหญ่จะเป็นการอักเสบเรื้อรังเกิดจากภาวะที่มีการตอบสนองรุนแรงเกินเหตุ

 โรคหอบหืด ต่างกับโรคอื่นๆ คนไข้บางคนเป็นน้อย บางคนเป็นมาก และอาจเสียชีวิตได้ ภาวะที่กระตุ้นให้ โรคหอบหืด กำเริบก็ต่างกันในแต่ละคนไข้ ตัวอย่างของภาวะหรือสิ่งที่กระตุ้นให้ โรคหอบหืด กำเริบ คือ การหายใจเอาสารที่แพ้เข้าไปในหลอดลม ภาวะติดเชื้อ โพรงจมูกอักเสบ กลิ่นน้ำหอม ยาฆ่าแมลง กลิ่นอับ กลิ่นท่อไอเสีย กลิ่นบุหรี่ ภาวะอากาศเปลี่ยน การออกกำลังกาย โรคทางเดินอาหารบางโรค ภาวะแพ้ยา สารสี สารเคมีต่างๆ  และภาวะเครียด

ในเด็กที่เป็น โรคหอบหืด ส่วนใหญ่ สองในสามจะมีภาวะภูมิแพ้ด้วย แต่ในผู้ใหญ่ต่างกันที่ส่วนใหญ่จะไม่มีภาวะภูมิแพ้ โดยความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ โรคหอบหืด ...</description>
		<link>http://www.caremine.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%b7%e0%b8%94-asthma</link>
			</item>
	<item>
		<title>ไส้เลื่อน [Inguinal hernia]</title>
		<description>ไส้เลื่อน (Inguinal hernia) เป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อยในเพศชาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ผนังบุช่องท้องมีความอ่อนแอ และความดันภายในช่องท้องดันเอาลำไส้ออกมาตรงตำแหน่งที่ผนังบุช่องท้องที่อ่อนแอนั้น โดยปกติภายในช่องท้องของคนเรา จะมีอวัยวะหลายอย่างอยู่ เช่น ตับ ถุงน้ำดี กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ไส้ติ่ง และลำไส้ใหญ่ เป็นต้น ช่องท้องจะมีผนังบุอยู่โดยรอบ และหากมีการอ่อนแอของผนังบุช่องท้อง และความดันในช่องท้องมีมากกว่าก็จะดันผนังช่องท้องให้โป่งออกมา และจะมีปัญหาเกิดขึ้น เมื่อมีลำไส้เคลื่อนตามออกมา บางครั้งลำไส้อาจเคลื่อนกลับเข้าไปในช่องท้องได้ก็จะไม่มีอาการอะไร ถ้าหากลำไส้ที่เคลื่อนออกมาแล้วกลับเข้าไปในช่องท้องไม่ได้ จะทำให้รู้สึกหน่วงๆ เวลายืนหรือเดิน ถ้าเกิดเป็นเวลานานๆ ลำไส้ที่เคลื่อนออกมาขาดเลือดมาเลี้ยงจะทำให้ลำไส้ตาย และเน่าได้จะก่อให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรงได้

ตำแหน่ง
ตำแหน่งของไส้เลื่อนที่พบได้บ่อย ได้แก่ บริเวณขาหนีบ และบริเวณลูกอัณฑะ บริเวณขาหนีบจะพบว่ามีก้อนหรือมีอะไรออกมาตุงอยู่ เพราะผนังบุช่องท้องบริเวณนั้นอ่อนแอ ความดันในช่องท้องจะดันเอาลำไส้ออกมา ส่วนบริเวณลูกอัณฑะก็เช่นเดียวกัน ลำไส้จะเคลื่อนออกมาตามแนวของลูกอัณฑะ ที่เคลื่อนลงมาจากช่องท้อง ลงมาอยู่ในลูกอัณฑะ ทำให้พบว่าลูกอัณฑะมีขนาดใหญ่มากๆ ได้ โดยเฉพาะในรายที่ไม่ได้รับการรักษา


การรักษา


	การรักษาโรคไส้เลื่อนนี้ขึ้นอยู่กับอาการที่มี ว่ามากน้อยเพียงใด และเกิดบ่อยครั้งแค่ไหน ศัลยแพทย์จะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาว่าจำเป็นที่จะต้องผ่าตัดหรือไม่ ควรปรึกษาศัลยแพทย์ผู้รักษาถึงแนวทางการรักษาเสียแต่เนิ่นๆ
	การรักษาโรคไส้เลื่อนนี้ขึ้นอยู่กับอาการที่มีว่ามากน้อยเพียงใด และเกิดบ่อยครั้งแค่ไหน แพทย์จะช่วยตัดสินใจ และเลือกวิธีการรักษาว่าจำเป็นที่จะต้องผ่าตัดหรือไม่ หลักการรักษาไส้เลื่อนทำได้โดยการผ่าตัดนำลำไส้กลับเข้าไปในช่องท้อง และเย็บซ่อมรูหรือตำแหน่งที่ลำไส้ออกมา ...</description>
		<link>http://www.caremine.com/%e0%b9%84%e0%b8%aa%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99-inguinal-hernia</link>
			</item>
	<item>
		<title>การนอนกัดฟัน [Bruxism]</title>
		<description>การนอนกัดฟัน (Bruxism) เป็นการขบเคี้ยวฟันที่ไม่ใช่การทำงานตามหน้าที่ที่ถูกต้อง อาจเกิดขึ้นในขณะนอนหลับ หรืออาจเกิดขึ้นได้ในเวลากลางวัน ขณะที่นั่งทำงานเผลอๆ หรือในขณะที่มีความเครียด การนอนกัดฟันมักจะเกิดขณะที่นอนหลับไม่ลึก หรือหลับไม่สนิท การใช้ฟันขบเขี้ยวเคี้ยวกันในเวลาที่ไม่ได้กินอาหาร เชื่อว่าเป็นการทำงานที่ไม่ถูกต้องทั้งสิ้น และไม่เกิดผลดีใดๆ มีแต่ผลเสียต่างๆ ดังนี้


	กล้ามเนื้อทำงานมากกว่าปกติ
	ฟันสึก
	ทำให้ปวดที่ข้อต่อขากรรไกรได้

การนอนกัดฟัน ทำให้ฟันในปากสึกกร่อนเร็วกว่าปกติมีอาการเสียวฟัน และอาจจะทำให้ฟันแตกได้ บางรายทำให้เกิดการเจ็บบริเวณหู เจ็บข้อต่อขากรรไกร และถ้าฟันสึกมากๆ อาจจะทำให้ใบหน้าสั้นกว่าปกติ และสิ่งสำคัญที่สุด คือ ก่อให้เกิดความรำคาญ และเสียสุขภาพจิตแก่คนนอนร่วมห้องเดียวกัน
อาการนอนกัดฟันที่เกิดขึ้นมานั้นอาจจะไม่มีผลเสียใดๆ ต่อโครงสร้างต่างๆ ภายในช่องปากเลย หรืออาจจะทำให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้นได้มากมายเลยก็ได้ อาการที่มักจะเกิดเมื่อมีอาการนอนกัดฟัน คือ ฟันสึกอย่างรุนแรง เกิดอาการปวด ตึง หรืออ่อนแรงของกล้ามเนื้อ เกิดความผิดปกติที่ข้อต่อขากรรไกร อาการปวดศีรษะ อาจพบว่าในผู้ที่ใส่ปลอมแบบติดแน่นอยู่ ฟันปลอมที่ใส่อาจจะถูกทำลายลงในระยะเวลาเพียง 6-9 เดือน อ้าปากไม่ขึ้น มีเสียงดังที่ข้อต่อขากรรไกรขณะอ้าหรือหุบปาก ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้อาจเกิดขึ้นเพียงอาการใดอาการหนึ่ง หรือเกิดพร้อมๆ กันทุกอาการเลยก็ได้


อาการ


	ลักษณะการเกิดอาการนอนกัดฟัน จะมีความแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย และพบว่าแม้แต่ในผู้ป่วยคนเดียวกัน จะมีอาการนอนกัดฟันที่แตกต่างกันไป ในการนอนแต่ละคืนอีกด้วย
	พบว่าการนอนกัดฟันมีแนวโน้มที่จะสัมพันธ์ ...</description>
		<link>http://www.caremine.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99-bruxism</link>
			</item>
	<item>
		<title>Incretin Hormones</title>
		<description>Incretin Hormones เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร และมีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน ถูกนำมาใช้รักษาโรคเบาหวานมากขึ้นในปัจจุบัน อินคริตินฮอร์โมนเกิดขึ้นเมื่ออาหารผ่านลงไปในทางเดินอาหารส่วนต้น เช่น กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนดูโอดินัม เซลล์เยื่อบุทางเดินอาหารจะสร้างอินคริตินฮอร์โมนออกมาสู่กระแสเลือด ไปมีผลต่อเบต้าเซลล์ของตับอ่อน กระตุ้นให้ทำการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน ในคนปกติพบว่าอินคริตินฮอร์โมนมีผลมากถึงร้อยละ 50-70 ที่จะกระตุ้นตับอ่อนให้สร้างฮอร์โมนอินซูลิน

บทบาทและหน้าที่ของอินคริตินฮอร์โมน
บทบาทและหน้าที่ของอินคริตินฮอร์โมนเป็นที่รู้กันมานานแล้ว นับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ยี่สิบ ดร.ซันซ์ และ ดร.ลาแบร์ เป็นผู้ค้นพบอินคริตินฮอร์โมน และรายงานผลการศึกษาลงในวารสารการแพทย์ครั้งแรกในโลกเมื่อปี 1929 นำเสนอการค้นพบว่า อินคริตินฮอร์โมนเป็นสารที่กระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลิน ในครั้งนั้นทั้งสองท่านค้นพบอินคริตินฮอร์โมนจากการสกัดลำไส้เล็กส่วนดูโอนัม ซึ่งเป็นสำไส้เล็กส่วนแรกสุดถัดจากกระเพาะอาหาร
อินคริตินฮอร์โมนเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหารชนิด K-cells และ L-cells ร่างกายสร้างอินคริตินฮอร์โมน เมื่อมีอาหารเคลื่อนมาถึงกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น แล้วมีผลให้เซลล์ตับอ่อนหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน ความสัมพันธ์ระหว่างเซลล์ตับอ่อนชนิดที่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนอินซูลิน กับเซลล์ของเยื่อบุทางเดินอาหารที่สร้างอินคริตินฮอร์โมน เรียกว่า entero-insular axis นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต่อสมองส่วนควบคุมการกินที่เป็นศูนย์กลางความรู้สึกหิว-อิ่มอีกด้วย
Incretin Effect
ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ กลไกทางสรีรวิทยาที่ควบคุมการสร้างและหลั่งอินคริตินฮอร์โมน รวมทั้งกลไกการออกฤทธิ์ของอินคริตินฮอร์โมน หรือที่เรียกว่า "incretin effect" ปัจจุบันพบว่า คนไข้โรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน หรือ type 2 diabetes ...</description>
		<link>http://www.caremine.com/incretin-hormones</link>
			</item>
	<item>
		<title>Insulin Receptor</title>
		<description>อินซูลิน Insulin เป็นฮอร์โมนที่สำคัญและเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง สร้างจากกลุ่มเซลล์ภายในตับอ่อน ตับอ่อนเป็นอวัยวะภายในช่องท้องโดยอยู่ทางด้านหลังของกระเพาะอาหาร นอกจากผลิตฮอร์โมนอินซูลินแล้ว ตับอ่อนยังผลิตน้ำย่อยและฮอร์โมนชนิดอื่นอีกด้วยอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเมื่อถูกดูดซึมจากลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดจะกระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลิน



ตัวรับอินซูลิน
เซลล์ทั่วร่างกายมีตัวรับอินซูลินที่เยื่อหุ้มเซลล์เรียกว่า insulin receptor ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดขบวนการดึงกลูโคสจากเลือดเข้าสู่ภายในเซลล์ insulin receptor จัดเป็นสมาชิกของโปรตีนในกลุ่ม tyrosine kinase receptors
หลักการทำงานของตัวรับอินซูลิน insulin receptor คือการเติมฟอสเฟตเข้าไปใน tyrosines ซึ่งสารเริ่มต้นกระบวนการ เรียกว่า "IRS1" หรือ "insulin receptor substrate 1" จะเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดโมเลกุลของ glucose transporter (Glut4) เพิ่มมากขึ้น ที่บริเวณส่วนนอกของเยื่อหุ้มเซลล์ของเนื้อเยื่อต่างๆ ที่ตอบสนองต่ออินซูลิน เช่น เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ตับ เซลล์ไขมัน เป็นต้น
จากนั้นจึงเกิดกระบวนการเคลื่อนย้ายกลูโคสจากเลือดเข้าสู่ภายในเซลล์ โมเลกุลของ glucose transporter (Glut4) ถูกเคลื่อนย้ายมาสู่ผิวของเซลล์ และก่อให้เกิดการดึงกลูโคสเข้าสู่เซลล์อย่างสมบูรณ์


ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่หนึ่ง type 1 diabetes ร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน ...</description>
		<link>http://www.caremine.com/insulin-receptor</link>
			</item>
</channel>
</rss>
